อีก 1 ช่องทางในการติดต่อ

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากสำหรับว่าที่คุณแม่

เร็วๆนี้ผมได้มีโอกาสตรวจฟันของคนไข้หญิงท่านหนึ่งที่คลินิกครับ คนไข้มาพบผม เนื่องจากมีอาการมีเลือดออกที่เหงือกเวลาแปรงฟันมากกว่าปกติ จึงมีความกังวลว่าจำเป็นจะต้องได้รับการรักษาเร่งด่วนหรือไม่

จากการสอบถามประวัติ พบว่าตอนนี้ คนไข้ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 4 เดือนเศษๆ เริ่มมีอาการเลือดออกที่เหงือกมาได้ประมาณ 1 เดือน

กรณีของว่าที่คุณแม่ท่านนี้ ได้รับการรักษาโดยการขูดหินปูนและขัดฟัน อาการก็หายไปหลังการรักษาประมาณ 3-4 วัน

อาการเลือดออกบริเวณเหงือกในหญิงตั้งครรภ์เป็นอาการที่พบได้บ่อย เนื่องจากขณะตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้เหงือกมีการตอบสนองต่อคราบหินปูนและสิ่งสกปรกได้มากกว่าปกติ เหงือกจะเกิดการอักเสบได้ง่ายและรุนแรงกว่าคนทั่วไป

ขณะเดียวกัน งานวิจัยบางชิ้นยังเชื่อว่า เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดเหงือกอักเสบ จะไปเพิ่มปริมาณฮอร์โมนบางชนิดในร่างกาย ส่งผลทางอ้อมให้ทารกคลอดก่อนกำหนดและมีน้ำหนักตัวน้อยอีกด้วย

การหมั่นดูแลสุขภาพช่องปาก จึงมีความสำคัญมากทั้งสำหรับคุณแม่และทารก หากเป็นไปได้ ควรตรวจและรักษาปัญหาในช่องปากให้เรียบร้อยก่อนจะตั้งครรภ์


คำถามต่อมาก็คือ ถ้ามีปัญหาในขณะที่ตั้งครรภ์แล้วล่ะ? เราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง?

สิ่งแรกที่คนไข้ต้องทำเมื่อมาพบทันตแพทย์คือ แจ้งให้ทันตแพทย์ของท่านทราบว่าท่านกำลังตั้งครรภ์อยู่ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับทันตแพทย์ของท่าน ในการวางแผนการใช้ยาและทำการรักษา ซึ่งโดยทั่วไปในหญิงตั้งครรภ์ ทันตแพทย์จะรักษาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

อายุครรภ์ที่เหมาะสมกับการทำฟันที่สุดคือช่วงเดือนที่ 4-6
เนื่องจากช่วง 3 เดือนแรก จะเป็นช่วงที่ทารกในครรภ์มีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมค่อนข้างมาก การให้ยาต่างๆ และความเครียดจากการทำฟัน (และการรอทำฟัน) อาจส่งผลไปถึงทารกในครรภ์ได้
ส่วนในช่วง 3 เดือนท้าย การรักษาอาจทำได้ไม่สะดวกนัก เนื่องจากมารดาไม่สามารถนอนทำฟันเป็นระยะเวลานานๆได้


อย่างไรก็ตาม ทุกช่วงอายุครรภ์ควรเลี่ยงการถ่ายภาพรังสี (X-ray) แต่หากมีความจำเป็นก็สามารถทำได้ แต่ต้องสวมเสื้อป้องกันรังสีก่อนทุกครั้ง

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับว่าที่คุณแม่ในการดูแลตัวเองและทารก

1. การอาเจียนบ่อยๆจากการแพ้ท้อง มีผลทำให้ฟันสึกกร่อนได้ เนื่องจากกรดในกระเพาะอาหารที่ปนมาด้วย ควรบ้วนปากบ่อยๆเพื่อไม่ให้มีกรดค้างอยู่ในช่องปาก

2. การทานของเปรี้ยวบ่อยๆ ก็มีผลทำให้ฟันสึกกร่อนเหมือนกันครับ

3. ฟันน้ำนมของทารก จะเริ่มสร้างตั้งแต่ช่วงอายุครรภ์ 4-6 สัปดาห์ การรับประทานอาหาร(โดยเฉพาะแคลเซียม)ของคุณแม่จึงมีผลอย่างมากในการสร้างฟันของทารก

4. หลังคลอด แบคทีเรียในช่องปากแม่สามารถส่งต่อสู่ลูกได้จากการส่งต่อผ่านน้ำลาย เช่น การกอดจูบลูก การเป่าอาหารให้ลูก การใช้ช้อนหรือภาชนะร่วมกันกับลูก ดังนั้นการที่คุณแม่มีสุขภาพช่องปากที่ดี ไม่มีฟันผุหรือเหงือกอักเสบ จะช่วยลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียที่จะถ่ายทอดไปสู่ลูกได้ครับ


หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากเพิ่มเติม
สามารถเขียนเข้ามาถามได้ที่ dental.d.clinic@gmail.com

และสำหรับผู้ใช้ Facebook
ตอนนี้ทางคลินิกมี Page บน Facebook แล้วครับ

www.facebook.com/dentaldclinic

สามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็น สอบถามเกี่ยวกับการรักษาได้ที่ facebook ได้เหมือนกัน
อย่าลืมกด 'Like' เพื่อติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นต่างๆของทางคลินิกด้วยนะครับ

ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การเลือกซื้อน้ำยาบ้วนปาก ที่ขูดลิ้น แปรงไฟฟ้า ไม้จิ้มฟัน และแปรงซอกฟัน

จากบทความเมื่อเดือนก่อน เราพูดถึงเรื่องการเลือกอุปกรณ์หลัก ที่เราจำเป็นต้องมี (และจำเป็นต้องใช้) ในการทำความสะอาดช่องปากกันไปแล้ว คราวนี้เรามาดูอุปกรณ์อื่นๆกันต่อครับ

อุปกรณ์อื่นๆนอกเหนือไปจากแปรงสีฟัน ยาสีฟัน และไหมขัดฟัน ได้แก่ น้ำยาบ้วนปาก ที่ขูดลิ้น แปรงไฟฟ้า ไม้จิ้มฟัน แปรงซอกฟัน ซึ่งมีข้อควรทราบก่อนซื้อดังนี้ครับ


น้ำยาบ้วนปาก
โดยทั่วไปจะมีอยู่ 2 ชนิด คือ
1. ชนิดที่มีฟลูออไรด์ผสม
ใช้บ้วนเพื่อเสริมความแข็งแรงของฟัน ป้องกันฟันผุ ใช้ในกรณีที่ผู้ใช้มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดฟันผุมากกว่าปกติ เช่น คนไข้จัดฟัน คนไข้ที่เคยรับการฉายแสงเพื่อการรักษามะเร็งบริเวณช่องปากหรือใกล้เคียง คนไข้ที่มีข้อจำกัดในการทำความสะอาดช่องปาก
2. ชนิดที่ไม่มีฟลูออไรด์ผสม
ซึ่งเราหวังผลในเรื่องอื่นๆ เช่น ฆ่าเชื้อ ลดปริมาณเชื้อโรคภายในปาก มักใช้หลังการถอนฟัน ผ่าตัดในช่องปาก ใช้หลังจากการรักษาโรคเหงือกเพื่อลดอาการอักเสบ หรือช่วยลดอาการเสียวฟัน เป็นต้น

น้ำยาบ้วนปากแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมตามสภาพปัญหาของช่องปาก และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ

อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถใช้น้ำยาบ้วนปากแทนการแปรงฟันได้ เพราะการบ้วนปากไม่สามารถกำจัดเอาแผ่นคราบจุลินทรีย์บนตัวฟันซึ่งเป็นสาเหตุของโรคฟันผุและเหงือกอักเสบออกไป น้ำยาบ้วนปากจะมีประโยชน์เพียงช่วยลดปริมาณเชื้อโรค และมีผลชั่วคราวเท่านั้น


ที่ขูดลิ้น
หลายคนเวลาทำความสะอาดในช่องปาก มักเอาใจใส่เฉพาะที่ฟันเท่านั้น ไม่เคยทำความสะอาดลิ้นเลย

ลิ้นของเราจะมีลักษณะเป็นปุ่มเล็กๆจำนวนมาก ซึ่งทำหน้าที่ในการรับรสอาหารต่าง ๆ ซึ่งผิวที่ไม่เรียบนี้เอง อาจทำให้มีเศษอาหารหรือคราบเครื่องดื่มตกค้าง หมักหมม เกิดการบูดเน่า ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดกลิ่นปากได้

เมื่อตรวจดูลิ้น คราบสะสมเหล่านี้อาจพบเป็นลักษณะฝ้าขาวๆ ในเด็กเล็กควรใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดบริเวณฝ้าขาวนั้น ถ้าเป็นเด็กโตหรือผู้ใหญ่ก็ให้ใช้ที่ขูดลิ้น โดยขูดจากส่วนในของลิ้นออกมาทางปลายลิ้นสัก 2-3 ครั้ง ควรทำทุกครั้งเมื่อแปรงฟัน

จริงๆแล้ว การทำความสะอาดลิ้น นอกจากใช้ที่ขูดลิ้นแล้ว เราอาจใช้แปรงสีฟันธรรมดาแทนก็ได้ครับ แต่อาจต้องใช้เวลามากกว่านิดหน่อย เพราะหน้าตัดของแปรงแคบกว่าที่ขูดลิ้น แต่ผลที่ได้ไม่ต่างกัน

อีกบริเวณที่เราก็ต้องทำความสะอาดด้วยเหมือนกันก็คือกระพุ้งแก้มครับ ทำได้โดยใช้ที่ขูดลิ้น (หรือแปรงสีฟัน) กวาดเบาๆให้ทั่ว ไม่ยากและไม่เจ็บครับ


แปรงสีฟันไฟฟ้า
ในส่วนของแปรงไฟฟ้า โดยสรุปคือ เมื่อใช้อย่างถูกวิธี จะเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ทำความสะอาดผิวฟันได้ง่ายขึ้นมาก แต่มีราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับแปรงธรรมดา หากไม่เกี่ยงเรื่องราคาก็นับว่าเป็นอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกได้มากทีเดียว
กลุ่มที่หมอแนะนำให้ใช้แปรงสีฟันไฟฟ้า จะเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการแปรงฟัน เช่น ไม่สามารถแปรงได้ด้วยตัวเอง การควบคุมกล้ามเนื้อมือทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ดังนั้นการตัดสินใจซื้อแปรงสีฟันไฟฟ้าจึงขึ้นกับปัจจัย 2 อย่างคือ
1. ความสามารถในการแปรงฟัน และ
2. เงินในกระเป๋า


ไม้จิ้มฟัน
จริงๆแล้ว ไม้จิ้มฟันเป็นอุปกรณ์ที่หมอไม่ค่อยแนะนำให้ใช้ครับ เนื่องจากไม้จิ้มฟันมีขนาดใหญ่และมักถูกใช้ด้วยความรุงแรง จึงมักก่อผลเสียมากกว่าผลดี ทำให้ฟันห่าง เหงือกร่น
แต่หากจำเป็นต้องใช้จริงๆ (มีเศษอาหารชิ้นใหญ่มากติดฟัน เอาไม่ออก แถมยังอยู่นอกบ้าน ไม่มีอุปกรณ์อะไรอื่นเลย) ก็ขอให้ใช้ด้วยความระมัดระวัง และใช้เพื่อ'เขี่ย'เศษอาหารออก ร่วมกับการบ้วนปากแรงๆนะครับ อย่าใช้ไม้'ทะลวง'เด็ดขาด...


แปรงซอกฟัน
เป็นอุปกรณ์เสริมที่มักจ่ายให้คนไข้โดยทันตแพทย์ ผู้ใช้จะมี 2 กลุ่มหลักๆ คือผู้ที่เคยเป็นโรคเหงือก มีเหงือกร่นมาก และกลุ่มคนไข้จัดฟันครับ
1. คนไข้โรคเหงือก
เมื่อมีเหงือกร่นมากๆ จะทำให้ระหว่างซอกฟันมีช่องว่างขนาดใหญ่ การใช้ไหมขัดฟัน อาจทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง การใช้แปรงซอกฟันจะช่วยทำความสะอาดในส่วนนี้ได้ แต่ต้องเลือกให้มีขนาดเหมาะสมกับช่องว่าง หากใช้ขนาดใหญ่เกินไปจะทำให้เหงือกร่นมากกว่าเดิมได้

2. คนไข้จัดฟัน
ควรใช้แปรงซอกฟันทำความสะอาดบริเวณใต้ลวดจัดฟัน (ระหว่างลวดกับผิวฟัน) ซึ่งเป็นบริเวณที่ขนแปรงมักเข้าไปทำความสะอาดไม่ถึง โดยวางแปรงในแนวตั้ง ขนานกับตัวฟัน ปลายแปรงหันไปทางเดียวกับปลายฟัน


อุปกรณ์เสริมต่างๆเหล่านี้ เป็นเพียงส่วนช่วย ในการดูแลทำความสะอาด ให้ ง่ายขึ้น ดีขึ้น ทั่วถึงขึ้น เท่านั้น
ส่วนสำคัญที่สุด ย่อมคือ "ผู้ใช้" ที่จะสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละคน และใช้ได้อย่างถูกวิธี

สุขภาพช่องปากที่ดี จะต้องมาจากความเอาใจใส่ และความมีวินัยในการทำความสะอาดอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอครับ


หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถส่งเข้าได้ที่ dental.d.clinic@gmail.com ครับ

ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การเลือกซื้อแปรงสีฟัน ยาสีฟัน และไหมขัดฟัน

เมื่อเรานึกถึงการทำความสะอาดฟันและช่องปาก อุปกรณ์พื้นฐานที่เราจำเป็นต้องใช้อยู่เสมอก็คือ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน และไหมขัดฟัน

หลายคนอาจนึกไปถึงอุปกรณ์เสริมอื่นๆด้วย เช่น น้ำยาบ้วนปาก ที่ขูดลิ้น แปรงสีฟันไฟฟ้า ไม่จิ้มฟัน แปรงซอกฟัน ฯลฯ

อุปกรณ์และเครื่องมือเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ช่วยให้เราสามารถดูแลความสะอาดในช่องปากได้ดีขึ้น แต่จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อเราใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมนะครับ เพราะบางครั้งเมื่อเราเลือกชนิดมาไม่เหมาะกับเราหรือใช้ไม่ถูกวิธี อาจไม่ได้ประโยชน์จากอุปกรณ์นั้นๆเลย หรือทำให้เกิดความเสียหายที่ฟันหรืออวัยวะรอบๆได้


สำหรับการเลือกใช้อุปกรณ์ต่างๆ มีข้อควรรู้ดังนี้ครับ


แปรงสีฟัน
แบ่งตามขนาดได้คร่าวๆ 4 ประเภท คือ
ผู้ใหญ่ (12 ปีขึ้นไป)
เด็กโต (6-12 ขวบ)
เด็กเล็ก (3-6 ขวบ)
เด็กอ่อน (เริ่มมีฟัน - 3 ขวบ)

ถ้าแบ่งตามชนิดของขนแปรง จะแบ่งได้ 4 ประเภท
แข็ง (hard)
ปานกลาง (medium)
นุ่ม (soft)
นุ่มพิเศษ (extra soft)

จากประสปการณ์ตรง คำแนะนำของหมอคือ ควรเลือกแปรงที่ขนแปรงนิ่มที่สุดที่เวลาแปรงแล้ว เรายังรู้สึกว่าสะอาด เรียกว่า ยิ่งนิ่มก็ยิ่งดีครับ แต่ถ้าบางคนใช้แปรงขนนิ่มเกินไปแล้วไม่ถนัดหรือรู้สึกไม่สะอาด ก็สามารถเลือกใช้ชนิดที่แข็งขึ้นมาได้เล็กน้อย แต่ต้องแปรงให้เบามือลงด้วยนะครับ เพราะการแปรงฟันแรงๆโดยใช้แปรงที่แข็งเกินไป อาจทำให้คอฟันสึกได้

ลักษณะของขนแปรง
ขนแปรงที่ดี ควรทำมาจากไนล่อน ผิวเรียบ ปลายมน เมื่อถูกน้ำแล้วควรแห้งเร็ว
บริเวณหัวแปรงบางรุ่นอาจมีส่วนที่มีผิวสากๆด้านหลัง เพื่อใช้ในการแปรงลิ้นและกระพุ้งแก้มด้วย

ลักษณะด้ามแปรง
มีทั้งแบบ ด้ามตรง โค้งงอ 1 ระดับ โค้งงอ 2 ระดับ ผิวด้ามเรียบ หรือผิวเป็นยางสำหรับเพิ่มความถนัดในการจับ การเลือกก็ควรเลือกตามที่เราจับถนัดครับ


ยาสีฟัน

ในส่วนของยาสีฟัน เราคงต้องทราบส่วนผสมของยาสีฟันทั่วๆไปกันก่อน ยาสีฟันส่วนใหญ่จะประกอบด้วย
- ผงขัด
- สารที่ทำให้เกิดฟอง
- สารกันบูด
- สี กลิ่น รส

นอกจากนี้ ยาสีฟันแต่ละรุ่นอาจมีสารที่มีคุณสมบัติพิเศษอื่นๆใส่เพิ่มเข้าไป ซึ่งสารที่มีคุณสมบัติพิเศษเหล่านี้จะช่วยในเรื่องต่างๆกัน เช่น

สารที่ช่วยให้ฟันแข็งแรง ป้องกันฟันผุ
- โซเดียมฟลูออไรด์
- โซเดียมโมโนฟลูออโรฟอสเฟต
- โซเดียม ฟลูออไรด์และโซเดียม
- โมโนฟลูออโรฟอสเฟส
(หรือก็คือ ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆนั่นเอง)

สารประเภทช่วยให้เหงือกแข็งแรง
- โซเดียมคลอไรด์
(มักพบในยาสีฟัน"สูตรเกลือ")

สารประเภทลดอาการเสียวฟัน
- โปรตัสเซียมไนเตรท
- สตรอนเทียมคลอไรด์

การเลือกใช้ยาสีฟัน ควรเลือกชนิดที่มีเนื้อเป็นครีมหรือเจล เพราะจะทำให้ฟันสึกกร่อนน้อยกว่าแบบผง นอกจากนี้ก็ควรเลือกยาสีฟันที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่เราต้องการ (ลดเสียวฟัน ป้องกันฟันผุ ช่วยให้เหงือกแข็งแรง) ส่วนเรื่องของสี กลิ่น รส สามารถเลือกได้ตามใจชอบครับ (ไซลิทอล ซึ่งเป็นสารให้ความหวานในยาสีฟันนั้น ไม่ทำให้ฟันผุ)

ไหมขัดฟัน
มี 2 ชนิดคือแบบเคลือบขี้ผึ้ง และไม่เคลือบขี้ผึ้ง ผลการทำความสะอาดไม่ต่างกันมากนัก มือใหม่ควรเลือกแบบที่เคลือบขี้ผึ้งจะใช้งานได้ง่ายกว่า (ราคาแพงกว่าเล็กน้อย)



สำหรับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่น น้ำยาบ้วนปาก ที่ขูดลิ้น แปรงไฟฟ้า ไม้จิ้มฟัน แปรงซอกฟัน เราจะมาพูดถึงกันครั้งหน้าครับ


หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากเพิ่มเติม สามารถเขียนเข้ามาถามได้ที่ dental.d.clinic@gmail.com นะครับ หมอยินดีตอบทุกคำถามครับ

ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ฟันปลอม สำคัญอย่างไร ?

ฟัน เป็นอวัยวะส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งของร่างกาย เพราะทำหน้าที่ในการเคี้ยวอาหารในกรณีของฟันกราม
ช่วยในการกัดและมีส่วนในเรื่องของความสวยงามอย่างมากในกรณีฟันหน้า

คนไข้ส่วนใหญ่ เมื่อถอนฟันไปแล้ว มักมีคำถามตามมาเสมอว่า จำเป็นต้องทำฟันปลอมหรือไม่ ?

เมื่อเราสูญเสียฟันไปจากถอนฟันผุ เป็นโรคเหงือกมากจนฟันโยก-หลุด หรือฟันหักจากอุบัติเหตุ จะทำให้เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง แยกเป็น 2 กรณีใหญ่ๆคือ

1. การใช้งาน การกัด-เคี้ยวจะทำได้ไม่สะดวก เคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียดอย่างที่เคย การเสียฟันหน้าไป อาจส่งผลให้พูดไม่ชัด

2. ความสวยงาม โดยเฉพาะเมื่อฟันที่ถอนไปเป็นฟันหน้า ไม่ว่าบนหรือล่างก็ตาม

นอกจากนี้ การถอนฟันจะทำให้เกิดช่องว่างในขากรรไกร ทำให้ฟันที่เหลืออยู่ในปากล้ม-เอียงเข้าหาช่องว่าง ทำให้ฟันที่เคยชิดกัน ห่างออกจากกัน ปัญหาน่ากลัวที่เกิดตามมาคือ มีเศษอาหารติดช่องฟันที่ห่าง ฟันผุ ลุกลามจนอาจต้องถอนฟันข้างเคียงเพิ่มขึ้นเป็นวัฏจักร

เมื่อฟันถูกถอนไปแล้ว การใส่ฟันปลอม จะช่วยแก้ไข-ป้องกันปัญหาต่างๆดังกล่าวได้


ส่วนของฟันปลอม ปัจจุบันจะมีอยู่ 3 ชนิดครับ

1. แบบถอดได้
แบ่งย่อยได้อีก 2 แบบ คือแบบฐานพลาสติก กับแบบฐานโลหะ
ข้อแตกต่างระหว่าง 2 แบบนี้คือแบบพลาสติกจะถูกกว่า แต่แบบโลหะจะทนและบางกว่า ทำให้เวลาใส่ ไม่ค่อยรำคาญ (โดยส่วนตัวหมอแล้ว ถ้าเป็นฟันล่าง หมอจะแนะนำให้ทำเป็นแบบโลหะครับ)
การใช้งานและการดูแลรักษาทั้ง 2 แบบจะไม่ต่างกันมากนัก

ข้อเสียของฟันปลอมแบบถอดได้คือ..... มันถอดได้ครับ ดังนั้นเวลาเคี้ยวอาหารแข็งๆเหนียวๆอาจมีการขยับ เจ็บรำคาญได้บ้าง ข้อเสียอีกอย่างคือ ตัวฟันปลอมจะต้องมีตะขอโลหะเกี่ยวอยู่กับฟันธรรมชาติ เวลาอ้าปากอาจมองเห็น ทำให้ไม่สวยงาม

ส่วนข้อดีคือ เวลาทำ ไม่ต้องกรอฟันข้างเคียงมากนัก และเป็นฟันปลอมที่มีราคาถูกที่สุด (และสามารถเบิกประกันสังคมได้ส่วนหนึ่ง-กรณีที่ทำเป็นฐานพลาสติก)
เหมาะสำหรับการใส่ฟันปลอมในกรณีที่ช่องว่างมีขนาดกว้างๆ หรือเป็นช่องว่างแบบปลายเปิด ไม่มีฟันด้านท้าย

2. แบบติดแน่น หรือที่เราเรียกว่า"สะพานฟัน"
ที่เราเรียกมันว่าสะพานฟัน เพราะมันหน้าตาเหมือนสะพานครับ คือจะใส่ฟันตรงกลาง ก็จำเป็นต้องมีฟันหัว-ท้าย โดยเราจะกรอเหมือนทำครอบทั้ง 2 ซี่แล้วเชื่อมฟันปลอมเข้าไปตรงกลาง

ข้อดีของแบบติดแน่นคือ ความสวยงาม เมื่อทำเสร็จแล้วมองดูจะคล้ายฟันธรรมชาติมาก รวมทั้งไม่มีตะขอ
การใช้งาน-ดูแลรักษาแทบไม่ต่างจากฟันธรรมชาติ ไม่ต้องคอยถอดล้างหลังอาหาร ไม่ต้องกลัวไปวางลืมไว้ที่ไหน (เพราะมันถอดไม่ได้)

ส่วนข้อเสียคือ ราคาค่อนข้างสูง ต้องกรอฟันข้างเคียงเยอะ และเหมาะสำหรับการใส่ฟันที่ช่องว่างไม่กว้างนัก

3. รากเทียม
ลักษณะจะเป็นการฝังแกนโลหะ(รากเทียม) ลงไปในจุดที่เราต้องการใส่ฟันปลอม และทำครอบฟันทับลงไปบนรากที่เราฝังไว้

ข้อดีที่สำคัญของการทำรากเทียมคือ ความสวยงาม เพราะมีความใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมาก การดูแลรักษาไม่ต่างจากฟันธรรมชาติ และไม่ต้องกรอฟันข้างเคียง

ข้อเสียใหญ่หลวงของรากเทียมมีอยู่ 2 ประการครับ คือ ราคาค่อนข้างแพง และต้องใช้เวลาในการทำมาก


การจะเลือกฟันปลอม ไม่มีแบบใด"ดีที่สุด"ครับ เราควรไปให้ทันตแพทย์ตรวจดูสภาพช่องปาก เพื่อเลือกชนิดที่เหมาะสมกับแต่ละคน เพราะฟันปลอมแต่ละชนิดก็มีข้อดี-ข้อด้อยต่างกันไป

แต่จะให้ดีที่สุด...... ควรดูแลฟันแท้ๆของเราให้ดี อย่าให้โดนถอนจะดีกว่านะครับ

ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554

ทำไมเราต้องตรวจฟันทุก 6 เดือน ?

เคยสงสัยบ้างไหมครับว่าทำไมหมอฟันถึงต้องให้เราไปพบทุก 6 เดือนทั้งๆที่เราก็ไม่ได้มีอาการอะไรซักหน่อย?

จริงๆแล้วโรคต่างๆที่เกิดในช่องปาก เช่น โรคเหงือกอักเสบหรือฟันผุนั้น เมื่อเริ่มเป็น มักจะไม่มีอาการอะไรให้เห็นหรือรู้สึกเลย แต่เมื่อไหร่ที่เรามีอาการจนรู้สึกได้ เช่น เสียวฟันมากเมื่อดื่มน้ำเย็นหรือทานอาหารหวานๆ-อาการไม่หายไปเมื่อทานเสร็จ ปวดฟันตลอดเวลาโดยไม่เกี่ยวข้องกับการใช้งานหรืออยู่ๆก็ปวดขึ้นมาเอง แปรงฟันแล้วมีเลือดออก ฟันโยก อาการดังกล่าว อาจแสดงต่อเมื่อการลุกลามของโรคสายเกินกว่าที่เราจะสามารถทำการรักษาได้ด้วยวิธีธรรมดาอย่างการขูดหินปูนหรืออุดฟันได้ ต้องใช้การรักษาที่ยุ่งยากมากขึ้น เช่น รักษาโรคเหงือก-เกลารากฟัน รักษารากฟัน ทำครอบ ซึ่งมีความยุ่งยาก ต้องมาหลายครั้ง และค่าใช้จ่ายสูง หรือหากฟันและอวัยวะรอบๆตัวฟัน (เหงือก กระดูกรองรับฟัน) มีความเสียหายมากๆ ก็อาจไม่สามารถทำการรักษาได้ ทำให้เราต้องเสียฟันไป


การตรวจฟันทุก 6 เดือน จะช่วยให้เราสามารถพบความผิดปกติต่างๆได้ตั้งแต่เริ่มต้น

พบฟันผุ ฟันสึก ฟันบิ่นตั้งแต่ยังไม่ลึก
ก็จะทำให้รักษาง่าย-ค่าใช้จ่ายน้อย-และที่สำคัญ ไม่เจ็บ

พบโรคเหงือกตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
ซึ่งเราสามารถทำการขูดหินปูนทำความสะอาด เพื่อลดการลุกลามของโรคเหงือกได้


ใครที่เคยปวดฟันมาแล้วคงทราบดีว่ามันทรมานแค่ไหน ดังนั้น อย่ารอจนปวดเลยครับ หาเวลาไปพบทันตแพทย์บ้างนานๆครั้งจะช่วยป้องกันได้ คลินิกหลายแห่งตอนนี้ก็เริ่มมีระบบการเตือนนัดคนไข้แล้ว เป็นไปรษณียบัตรบ้าง เป็น SMS บ้าง แต่ถ้ากลัวลืม บ้านไหนที่มีน้องๆเด็กๆ ก็ใช้เวลาช่วงเพิ่งเปิดเทอมใหม่ (พ.ค.กับพ.ย. 6 เดือนพอดี !!) พากันไปทั้งบ้านเลยก็จำง่าย-สะดวกดีครับ

ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

ปุ่มกระดูกในปาก อันตรายหรือไม่ ?



ปุ่มกระดูกที่พบในปาก สามารถแยกได้เป็น 3 แบบ ตามบริเวณที่พบ ได้แก่

1. บริเวณด้านในของขากรรไกรบน-เพดานปาก (Torus palatinus)
พบบริเวณกึ่งกลางของเพดานปาก ส่วนใหญ่ที่พบจะมีลักษณะสมมาตรและขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม.


2. บริเวณด้านในของขากรรไกรล่าง-ใต้ลิ้น (Torus mandibularis)
พบบริเวณเหงือกใต้ลิ้น ใกล้กับบริเวณฟันกรามน้อย (premolar) ส่วนใหญ่จะมีลักษณะสมมาตร (พบทั้งด้านซ้ายและขวา) เช่นกัน โดยมักพบได้มากกว่าในคนไข้ที่มีอาการนอนกัดฟัน

ปุ่มกระดูกทั้ง 2 แบบนี้ พบได้บ่อยในชาวเอเชีย

ความแตกต่างอื่นๆนอกจากบริเวณที่พบ เช่น
  • ปุ่มกระดูกที่ขากรรไกรบนจะพบมากกว่าขากรรไกรล่าง (บนพบได้ประมาณ 60% ของประชากร ล่างพบได้ประมาณ 40%)
  • ปุ่มกระดูกที่ขากรรไกรบนจะพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2 เท่า ในขณะที่ปุ่มกระดูกที่ขากรรไกรล่างจะพบในเพศชายมากกว่าเล็กน้อย


3. บริเวณด้านนอกของขากรรไกร (Buccal exostosis)
เป็นปุ่มกระดูกที่พบบริเวณสันเหงือกด้านนอก (ใกล้แก้ม) พบได้ในขากรรไกรบนมากกว่าล่างมาก มักไม่ทำให้เกิดปัญหาหรือความเจ็บปวดใดๆ ยกเว้นถ้ามีขนาดใหญ่มากอาจทำให้เป็นโรคเหงือกได้เนื่องจากขัดขวางการทำความสะอาด


ปุ่มกระดูกทั้ง 3 แบบนี้ โดยปกติแล้วอาจมีการเพิ่มขนาดขึ้นหรือลดขนาดลงได้เมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งไม่มีอันตรายใดๆ ไม่มีความจำเป็นต้องทำการรักษา ยกเว้นในกรณีที่เป็นแผลบ่อยๆเวลาทานอาหาร การถูกฟันปลอมเสียดสี-กดทับปุ่มกระดูก หรือปุ่มกระดูกใหญ่มากจนทำให้ไม่สามารถใส่ฟันปลอมได้ ก็อาจต้องทำการรักษาโดยการตัดปุ่มกระดูกออกครับ



การผ่าตัดเพื่อตัดปุ่มกระดูกออก

จะเป็นการผ่าตัดเล็กๆ ใช้เวลาไม่นาน (ประมาณ 30-50 นาที) หลังผ่าตัดจะมีเครื่องมือเรียกว่า Stent (ลักษณะคล้ายรีเทนเนอร์) ให้คนไข้ใส่ไว้เพื่อปิดแผลและป้องกันการกระทบกระแทกเวลารับประทานอาหาร
หลังจากผ่าตัดประมาณ 1 สัปดาห์ก็มาตัดไหม รวมๆแล้วไม่เกิน 10 วันก็จะหายเป็นปกติครับ

ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย

วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ฟันคุด ต้องถอน/ผ่าออกไม๊ครับ ?


ก่อนปีใหม่ ผมพูดถึงเรื่องคำถามที่ถูกถามบ่อยๆ เกี่ยวกับเรื่องการเบิกประกันสังคมไปแล้ว คำถามที่คนไข้มักจะถามผมบ่อยรองลงมาก็คือ เรื่องเกี่ยวกับ ฟันคุด ครับ

ส่วนใหญ่แล้ว คนไข้มักจะกังวลเกี่ยวกับความจำเป็นในการถอน/ผ่าออก ถ้าไม่ถอนออกจะเป็นไรไหม ? ตอนผ่าออกจะเจ็บมากไหม ? หลังจากผ่าแล้วจะปวด-บวมแค่ไหน ?

ฟันคุดที่คนไข้ทั่วไปนึกถึง (และพบได้) บ่อยๆ มักจะเป็นฟันกรามซี่ในสุด ทั้งฟันบนและฟันล่าง แต่จริงๆแล้วฟันตำแหน่งไหนก็สามารถเป็นฟันคุดได้ครับ เพียงแต่พบได้น้อยกว่ามากๆ (ตามนิยามแล้ว ฟันคุด คือฟันที่ไม่สามารถขึ้นมาได้เต็มซี่ในช่องปาก พบได้ตั้งแต่ไม่โผล่ขึ้นมาเลย-ฝังอยู่ในกระดูกทั้งซี่ หรือโผล่มาไม่เต็มซี่ก็ได้) ส่วนที่จะพูดถึงกันวันนี้ ขออนุญาตว่ากันเฉพาะฟันกรามซี่ในสุดนะครับ

ฟันกรามซี่ในสุด มักจะเริ่มปรากฏตัว (หรือมีอาการปวด-บวม) ในช่วงอายุ 17-25 ปี โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีทั้ง 4 ซี่ (ซ้ายบน-ล่าง,ขวาบน-ล่าง) พบได้เหมือนกันว่าบางคนจะมีมาก หรือน้อยกว่านั้น ประมาณ 35% ของประชากร (ซึ่งทำบุญมาดี) อาจจะไม่มีเลยซักซี่ก็ได้

แล้วเราจะทราบได้ยังไงว่าเรามีฟันคุดหรือเปล่า ?
ง่ายที่สุดก็ลองตรวจดูเบื้องต้นด้วยตัวเองก่อนก็ได้ครับ หากคุณอายุ 25 ปีขึ้นไปแล้วมีฟันไม่ครบ 32 ซี่ หรือเห็นซี่ไหนในปากที่ขึ้นมาได้ไม่เต็มซี่ ก็สงสัยไว้ก่อนเลยครับว่าใช่แน่..... แต่ถ้าจะให้แน่ใจก็ควรจะไป X-ray ดูครับ การ X-ray ด้วยวิธี Panoramic จะสามารถทำให้เราเห็นฟันได้ชัดเจนครบถ้วนทั้งขากรรไกรบนและล่าง รวมถึงขนาดและตำแหน่งของฟันคุดด้วยครับ

ทีนี้.. ทำไมเราถึงต้องถอน/ผ่ามันออกด้วยล่ะ ?
การถอน/ผ่าฟันคุดนั้น เราทำด้วยจุดประสงค์หลายอย่างครับ

1. เพื่อป้องกันการอักเสบของเหงือกที่คลุมฟันคุดอยู่
ซึ่งจะมีเศษอาหารเข้าไปติดระหว่างเหงือกและฟันคุดได้เสมอ เกิดการสะสมของเชื้อโรค ทำให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ เป็นหนอง บวม หากทิ้งไว้อาจเกิดการลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียง เช่นใต้ลิ้น คางได้

2. เพื่อป้องกันการผุของฟันข้างเคียง
เพราะนอกจากเศษอาหารจะเข้าไปติดใต้เหงือกแล้ว ยังติดระหว่างซอกฟันของฟันคุดกับฟันซี่ข้างๆด้วย ทำให้ฟันข้างเคียงเกิดการผุได้ง่าย

3. เพื่อป้องกันการเกิดถุงน้ำหรือเนื้องอก
ฟันคุดที่ทิ้งไว้นานไปเนื้อเยื่อที่หุ้มรอบฟันคุด อาจจะขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นถุงน้ำ หรือเนื้องอกได้ ถึงกรณีนี้จะพบได้ไม่มากนัก แต่ก็อันตรายครับ

4. เพื่อป้องกันกระดูกขากรรไกรหัก
เนื่องจากการที่มีฟันคุดฝังอยู่ จะทำให้กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นเกิดเป็นจุดอ่อนของขากรรไกร เพราะมีกระดูกบางกว่าตำแหน่งอื่น เมื่อได้รับอุบัติเหตุ หรือกระทบกระแทก กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นก็จะหักได้ง่าย

5. นอกจากนี้ ฟันคุดที่พยายามเบียดขึ้นมา จะทำให้ฟันที่เรียงตัวดีอยู่แล้วในปาก เกิดการซ้อนเกขึ้นได้ หมอจัดฟันส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ทำการถอน/ผ่าฟันคุดก่อนการจัดฟันเสมอ


ในเรื่องขั้นตอนการรักษานั้น ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรครับ หลังจากวินิจฉัยว่ามีฟันคุดแล้ว คุณหมอก็จะเริ่มจากการใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อระงับความรู้สึกก่อน หลังจากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนการนำฟันคุดออกมา ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามขนาด ตำแหน่งของฟันคุดนั้นๆ พอเอาออกมาได้แล้วก็จะเป็นการล้างทำความสะอาด และเย็บแผลปิดก็เรียบร้อยแล้วครับ คนไข้สามารถกลับบ้านได้เลย

อาการหลังจากผ่าฟันคุดแล้ว
หลังจากหายชาก็จะปวดหน่อยครับ ปวดที่ว่าก็เป็นแค่ปวดรำคาญแบบพอทนได้เท่านั้น ไม่ได้คอขาดบาดตายอะไร (อันนี้พูดจากประสพการณ์ตรงเลยครับ...) อาการปวดจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆจนหายปวดประมาณวันที่ 3-4 หลังผ่า

ส่วนของอาการบวมนั้น หลังผ่ามันจะค่อยๆบวมขึ้นเรื่อยๆ จะไปบวมสุดๆเอาวันที่ 3 หลังทำ (หายปวดพอดี..แต่บวม) แต่อย่าเพิ่งกลัวไปครับ อาการบวมนั้นไม่ได้เกิดทุกคน บางคนอาจจะไม่บวมเลยก็ได้ (ประสพการณ์ตรงเหมือนกันครับ) การบวมมักจะขึ้นอยู่กับความยุ่งยากในการทำ (ขนาดฟันคุดซี่ใหญ่ ใช้เวลาทำนานจะบวมมากหน่อย) แต่หลังจากพ้นวันที่ 3-4 ไป ก็จะค่อยๆยุบลงจนเป็นปกติในเวลาประมาณ 6-7 วันครับ

การดูแลแผล
ก็เหมือนการถอนฟันทั่วๆไปครับ

1. กัดผ้าให้แน่นบนบริเวณที่ถูกถอน อย่าเคี้ยวหรือพูดถ้าไม่จำเป็น กลืนน้ำ-น้ำลายในปากให้แห้งๆเข้าไว้
2. คายผ้าที่กัดไว้ให้หมดหลังถอนฟันแล้ว 2 ชั่วโมง ทานยาแก้ปวดตามไปเลย 2 เม็ด
3. อย่าดูดหรือใช้ลิ้นเล่นที่แผล เพราะเลือดอาจออกมาอีกได้ง่าย ห้ามบ้วนน้ำลาย ห้ามบ้วนน้ำ ตลอดวันที่ถอนฟัน
4. ใช้ผ้าห่อน้ำแข็ง ประคบที่แก้มข้างที่ทำตลอดวันหลังผ่าเสร็จ
5. หลังหายชา ถ้าปวดให้รับประทานยาแก้ปวด 2 เม็ด และควรให้ห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
6. 3-4 วันแรก ควรเลี่ยงอาหารแข็งๆ ร้อนหรือเย็นจัด รวมถึงเหล้า บุหรี่ แอลกอฮอล์ด้วยครับ พวกนี้จะทำให้แผลหายช้า
7. งดการออกกำลังกายหนักๆ
8. แปรงฟัน บ้วนปากเบาๆได้ในวันรุ่งขึ้น แต่ใกล้แผลก็แปรงเบาๆมือหน่อยนะครับ
9. บ้วนปากเบาๆในวันรุ่งขึ้นด้วยน้ำเกลือ (ใช้เกลือ 1/2 ช้อนชา ในน้ำอุ่น 1 แก้ว) หรือน้ำยาบ้วนปาก โดยเฉพาะหลังอาหาร
10. กรณีที่เย็บแผลไว้ ให้กลับมาตัดไหมหลังจากเย็บแล้วประมาณ 6-10 วัน
11. ถ้ามีอาการผิดปกติ (ปวดมาก บวมมาก เลือดออกมาก) หรือหลังฤทธิ์ยาชาหมดไปแล้ว แต่บางบริเวณของริมฝีปากมีอาการชาไม่หาย ควรรีบกลับไปพบคุณหมอทันทีเพื่อหาทางแก้ไขนะครับ แต่อาการแทรกซ้อนพวกนี้ พบได้น้อยมากครับ

ฟันคุดนั้น หลังจากเราตรวจพบแล้ว ก็ควรรีบทำการรักษา ถอน/ผ่าออกโดยเร็วครับ ไม่ควรรอ เพราะหากทิ้งไว้ ฟันคุดอาจทำความเสียหายได้มาก การรักษาในช่วงที่อายุยังน้อยอยู่ก็จะสามารถทำได้ง่ายกว่า แผลหายเร็วกว่า และปวด-บวมน้อยกว่าด้วยครับ

ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย