อีก 1 ช่องทางในการติดต่อ

วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

การฟอกสีฟัน

การฟอกสีฟัน หรือการฟอกฟันขาว ถ้าว่ากันแบบกำปั้นทุบดินก็คือการทำให้ฟันมีสีขาวขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีครับ แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เรามาว่ากันเรื่อง ทำไมฟันมันถึงเหลืองกันก่อนดีกว่า.....
สาเหตุที่ทำให้ฟันเรามีสีเข้มขึ้น หรือสีไม่สม่ำเสมอ เกิดจากสาเหตุหลักๆ 3 อย่างครับ

1. จากการรับสีมาจากภายนอก เช่น
- การรับประทานเครื่องดื่มที่มีสีเข้ม เช่น ชา กาแฟ ไวน์แดง
- คราบจากการสูบบุหรี่ ยาเส้น ไปป์ ซิการ์
- คราบหินปูนที่เกิดจากการทำความสะอาดฟันไม่ดี

2. จากฟันของคนไข้เอง เช่น
- สีจากการกินยาเตตราซัยคลิน ซึ่งจะทำให้ฟันมีสีเหลือง เทา น้ำตาล ได้
- ฟันมีสีเข้มขึ้นตามอายุ
- ฟันผุ หรือมีสีของวัสดุอุดสะท้อนออกมาให้เห็น (มักเกิดกับวัสดุสีเหมือนฟันที่เสื่อมคุณภาพ มีรอยผุต่อข้างใต้ หรือวัสดุเดิมเป็นโลหะอมัลกัม)
- จากการบริโภคฟลูออไรด์มากเกินไปตอนเป็นเด็ก (ตอนเด็กๆ ใครชอบกลืนยาสีฟัน ยกมือขึ้น !!) กรณีนี้จะทำให้ฟันด่างเป็นจุดขาวๆ ครับ

3. จากการถูกกระทบกระเทือนรุนแรง
ทำให้มีเลือดออกในโพรงประสาทฟัน ฟันตาย


การจะทำให้ฟันขาวขึ้น เราคงต้องดูจากสาเหตุก่อนครับ ถ้ามาจากการรับสีมาจากภายนอก เพียงแค่ทำความสะอาด ขูดหินปูน ขัดฟันให้เรียบร้อย หรือถ้าเกิดจากฟันผุ วัสดุเดิมสีเพี้ยนไป การอุดฟันหรือรื้อวัสดุเก่าออกแล้วอุดใหม่ ก็สามารถแก้ปัญหาได้ครับ ไม่จำเป็นต้องฟอกสีฟัน

แต่หากเราทำความสะอาดก็แล้ว รื้ออุดก็แล้ว ฟันก็ยังไม่ขาวเท่าไหร่ ทีนี้ก็ต้องพึ่งการฟอกสีล่ะครับ


การฟอกสีฟัน เป็นการใช้สารเคมีจำพวก Oxidizing agents เช่น hydrogen peroxide หรือ carbamide peroxide โดยสารเหล่านี้จะซึมเข้าที่ชั้นเคลือบฟันและเนื้อฟัน ไปทำปฏิกริยากับเม็ดสี ทำให้สีฟันจางลง

การฟอกสีฟัน ณ ปัจจุบัน มีอยู่ 3 วิธีครับ

1. ฟอกที่คลินิก (Clinical Bleaching)

เป็นการใช้น้ำยาฟอกสีฟันความเข้มข้นสูง (25-38% hydrogen peroxide) ทาลงบนผิวฟันและมีการฉายแสงเพื่อเร่งปฏิกริยา การฟอกแบบนี้จะต้องใช้ความชำนาญจากทันตแพทย์เนื่องจากน้ำยาอาจทำอันตรายกับเนื้อเยื่อรอบๆได้ ต้องมีการป้องกันด้วยวัสดุเฉพาะก่อนทุกครั้ง

โดยทั่วไป การฟอกที่คลินิกจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชม. แล้วแต่สีฟันของคนไข้

ข้อดีของการฟอกที่คลินิก
- เห็นผลเร็วกว่า เห็นผลภายในวันเดียว

ข้อเสียของการฟอกที่คลินิก
- ต้องใช้เวลาอยู่ที่คลินิกจนเสร็จสิ้นกระบวนการค่อนข้างนาน หากรวมการทำความสะอาดผิวฟันก่อนการฟอกด้วย อาจต้องใช้เวลาร่วมๆ 2 ชม.
- ความคงทนของความขาวน้อยกว่า
- ราคาค่อนข้างสูง

2. ฟอกที่บ้าน (Home Bleaching)

จะเป็นการใช้น้ำยาที่มีความเข้มข้นน้อยกว่า (10-44% carbamide peroxide ซึ่งเท่ากับ 3-10% hydrogen peroxide) ใส่ลงในถาดฟอกสี (ลักษณะคล้ายๆฟันยาง) แล้วใส่ไว้ที่ฟันของคนไข้ โดยระยะเวลาและความถี่ของการใส่ขึ้นอยู่กับสีฟันเดิม ทั่วไปควรให้น้ำยาสัมผัสผิวฟันอย่างน้อย 1-3 ชม.ต่อการทำ 1 ครั้ง

สำหรับขั้นตอนการทำ คนไข้ต้องมาพบทันตแพทย์ 2 ครั้งครับ ครั้งแรกมาเพื่อทำการตรวจฟันและพิมพ์ปากเพื่อทำถาดฟอกสีเฉพาะบุคคล ครั้งที่ 2 มารับถาดพิมพ์พร้อมน้ำยาฟอกสีและฟังขั้นตอนในการฟอกที่บ้านจากทันตแพทย์

ข้อดีของการฟอกที่บ้าน
- ใช้เวลาอยู่ในคลินิกไม่นาน ประมาณครั้งละ 10 นาที
- ความคงทนของความขาวมากกว่า
- ราคาในการทำครั้งแรกจะใกล้เคียงกับการฟอกที่คลินิก แต่ส่วนของถาดฟอกสามารถเก็บไว้ใช้ได้ หากคนไข้ต้องการฟอกซ้ำสามารถซื้อเฉพาะน้ำยาไปเพิ่มได้ ทำให้ครั้งต่อๆไปจะถูกลงมาก

ข้อเสียของการฟอกที่บ้าน
- เห็นผลช้า หากทำทุกวันจะเห็นผลใน 10-15 วัน
- ต้องมาที่คลินิกมากกว่า 1 ครั้ง (ครั้งแรกมาเพื่อพิมพ์ปาก ทำถาดฟอกเฉพาะบุคคล ครั้งที่ 2 มาเพื่อรับถาดพิมพ์และน้ำยา)

สำหรับวิธีฟอกที่บ้านนี้ น้ำยาจะคล้ายๆ กับชุดฟอกสีฟันที่ขายอยู่ตามร้านยาใหญ่ๆ ครับ แต่ถาดฟอกที่แถมมาให้ในชุดที่ขายตามร้านขายยาจะไม่พอดีกับฟันของคนไข้เนื่องจากเป็นของสำเร็จรูป ซึ่งอาจเกิดผลเสียได้เพราะน้ำยาจะรั่วซึมไปถูกเหงือก ทำให้เป็นแผลได้ ขณะเดียวกัน ถาดที่ไม่พอดีก็ทำให้น้ำยาไม่สัมผัสผิวฟัน การฟอกก็จะไม่เห็นผลดีเท่าที่ควร

จากข้อดี-ข้อเสียของทั้ง 2 วิธี ถ้าเราต้องการให้ขาวเร็ว และอยากให้ขาวทนด้วย ก็ควรทำทั้ง 2 อย่างร่วมกันครับ

3. การฟอกจากด้านในฟัน (Internal Bleaching)

การฟอกแบบนี้จะสามารถทำได้ในกรณีที่ฟันที่มีสีเข้มขึ้นจากประวัติกระทบกระแทกอย่างรุนแรงทำให้ฟันตาย โดยทันตแพทย์จะต้องทำการรักษารากฟันก่อนแล้วจึงทำการฟอกเฉพาะซี่ รายละเอียดจะขอข้ามไปก่อน จะพูดถึงอีกทีตอนเราว่ากันเรื่องการรักษารากนะครับ



เรื่องที่ควรทราบก่อนการฟอกสีฟัน

1. ก่อนการฟอกสีฟัน เราควรให้ทันตแพทย์ตรวจฟัน และทำความสะอาดผิวฟันก่อน เพื่อให้น้ำยาสามารถสัมผัสกับผิวฟันได้ดีขึ้น

2. หากพบฟันผุลึก ควรทำการอุดชั่วคราวหรือถาวรให้เรียบร้อย เพราะหากน้ำยาฟอกสีซึมเข้าไปบริเวณฟันผุ อาจทำให้เกิดอาการปวดได้

3. เนื่องจากน้ำยาจะทำปฏิกริยากับเนื้อฟันและวัสดุอุดฟันไม่เท่ากัน ทำให้ฟันขาวขึ้น แต่วัสดุไม่ขาวตาม ทำให้อาจต้องรื้อวัสดุอุดใหม่ในบริเวณที่เห็นได้ชัด

4. ขณะฟอกหรือภายหลังจากการฟอกสีฟัน อาจมีอาการเสียวฟันได้บ้าง แต่อาการจะหายไปเองหลังจากหยุดฟอกประมาณ 3-5 วัน

5. ผลของการฟอก ขึ้นอยู่กับสีเดิมของฟัน โดยสีที่เห็นผลมาก ไป น้อย ดังนี้ "เหลือง เทาอ่อน น้ำตาลอ่อน เหลืองเข้ม น้ำตาลเข้ม เทาดำ"

6. ในฟันที่สีเข้มมากๆ อาจให้ผลในการฟอกสีไม่ดีนัก ควรพิจารณาการรักษาอื่นๆเช่น การอุดปิดหน้าฟัน หรือการทำ veneer จะให้ผลที่ดีและถาวรกว่า (จะพูดถึงในครั้งต่อๆไปครับ)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฟอกสีฟันและโปรโมชั่น สามารถสอบถามได้ที่คลินิกครับ

ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย

วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การเบิกค่าทำฟันจากประกันสังคม

"ทำฟัน เบิกประกันสังคมได้ไม๊ครับ/คะ ?"


** เพิ่มเติมข้อมูล วันที่ 07-11-2557 **
ทางสำนักงานประกันสังคมได้เพิ่มสิทธิ์การเบิกทางทันตกรรมของผู้ประกันตน ในเรื่องของการทำฟันปลอม  จึงขออนุญาตแก้ไขข้อมูลในบทความให้อัพเดทครับ


คำถามยอดฮิต ที่ยิ่งใกล้สิ้นปีจะยิ่งได้ยินบ่อยมากครับ ผู้ที่เป็นผู้ประกันตนหลายท่านอาจจะยังไม่เข้าใจ ไม่เคยใช้สิทธิ์ อาจจะยังไม่ทราบว่าถ้าเราต้องการเบิกค่ารักษาจากการทำฟันนั้น
- ไปทำที่ไหนได้บ้าง ?
- เบิกค่าอะไรได้บ้าง ?
- เบิกได้ปีละเท่าไหร่ ?
- เรา (ตัวคนไข้เอง) จะต้องเตรียมเอกสารอะไรไปด้วยหรือเปล่า ?



ตามตัวอักษรจากหน้าเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม พูดถึงเรื่องทันตกรรมไว้ตามนี้ครับ


"หลักเกณฑ์และเงื่อนไข

  • การถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และผ่าตัดฟันคุด 
ให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 300 บาทต่อครั้ง  และไม่เกิน 600 บาทต่อปี

  • กรณีใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้บางส่วน
ให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์และค่าฟันเทียมเท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็นในวงเงินไม่เกิน 1,500  บาท  ภายในระยะเวลา  5  ปีนับแต่วันที่ใส่ฟันเทียมนั้น ตามหลักเกณฑ์ดังนี้
             (ก)  1-5 ซี่   เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในวงเงินไม่เกิน  1,300 บาท
             (ข)  มากกว่า 5 ซึ่   เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในวงเงินไม่เกิน 1,500 บาท  

  • กรณีใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปาก
ให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์และค่าฟันเทียมเท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็นในวงเงินไม่เกิน 4,400 บาท ภายในระยะเวลา  5  ปีนับตั้งแต่วันที่ใส่ฟันเทียมนั้น ตามหลักเกณฑ์ดังนี้
             (ก)  ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากบนหรือล่าง  เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในวงเงินไม่เกิน  2,400  บาท
             (ข)  ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากบนและล่าง  เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในวงเงินไม่เกิน  4,400 บาท"

งงไม๊ครับ ?

อ่านดูเหมือนจะง่าย แต่จริงๆแล้วมันก็มีรายละเอียดที่คู่มือไม่ได้พูดถึงอยู่บ้างเหมือนกัน หมอจะแยกอธิบายเป็น 3 กรณีครับ



กรณีที่ 1 : การถอนฟัน-ผ่าฟันคุด และอุดฟัน
การรักษาใน 2 เรื่องนี้ ถ้าคนไข้มาถอนฟันหรืออุดฟัน 2 ซี่ในวันเดียวกัน หมอสามารถเขียนใบรับรองแพทย์และใบเสร็จให้ได้เป็น 2 ชุด โดยแยกซี่ละ 1 ชุด คนไข้สามารถใช้สิทธิเบิกได้ทั้ง 2 ชุดพร้อมๆกันเลย เพราะมันเป็นการรักษาฟัน"คนละซี่กัน"

กรณีที่ 2 : การขูดหินปูน
กรณีขูดหินปูนนั้น หมอสามารถเขียนใบรับรองแพทย์และใบเสร็จให้ได้ 1 ชุดต่อครั้งเท่านั้น ไม่สามารถแยกเป็น 2 ชุดได้ สาเหตุเกิดจาก สำนักงานประกันสังคมจะถือว่าเป็นการรักษา"ณ ตำแหน่งเดียวกัน" กรณีนี้จะแยกเป็น 2 ชุดได้ก็ต่อเมื่อวันที่ที่ทำการรักษาห่างกันอย่างน้อย 6 เดือนเท่านั้น นั่นหมายความว่า ถึงคุณหมอจะแยกเป็น 2 ชุดให้ แต่ตราบใดที่วันที่เป็นวันเดียวกันหรือห่างกันไม่ถึง 6 เดือน คนไข้ก็เบิกได้แค่ชุดเดียวอยู่ดีครับ

ในกรณีที่ 1 และ 2 คนไข้สามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น อุดฟันอย่างเดียว2 ซี่ หรือถอนฟันอย่างเดียว 2 ซี่ หรือ อุด 1 ถอน 1 หรือขูดหินปูนกับอุดฟัน จะวันเดียวกันหรือคนละวัน ก็สามารถเบิกได้ทั้ง 2 ชุดครับ

**** เอกสารที่ต้องใช้ในการเบิกกรณีที่ 1 และ 2 ****

1. ใบเสร็จรับเงินที่ระบุชนิดการรักษา ซี่ฟันและตำแหน่งที่ทำการรักษา (กรณีถอน-ผ่าฟันคุด ระบุซี่ฟันอย่างเดียว) พร้อมลายเซ็นของผู้รับเงิน

2. แบบฟอร์ม สปส.2-16 (ปกติที่คลินิกจะมีไว้ให้) โดยส่วนบนของแบบฟอร์ม คนไข้ต้องนำไปกรอกเอง ส่วนล่าง (ใบรับรองแพทย์) คุณหมอผู้รักษาจะกรอกรายละเอียดเกี่ยวกับการรักษาของวันนั้นๆให้ พร้อมเซ็นชื่อ



กรณีที่ 3 : ฟันปลอมชนิดถอดได้
กรณีการใส่ฟันปลอมจะสามารถเบิกได้ 5 ปีต่อครั้ง ส่วนของจำนวนซี่ที่ใส่ (หรือเป็นฟันปลอมทั้งปาก) ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนและความกว้างของช่องว่างที่คนไข้ได้เคยถอนฟันไปครับ

**** เอกสารที่ต้องใช้ในการเบิกกรณีที่ 3 ****

1. ใบเสร็จรับเงิน โดยระบุรายละเอียดเหมือนกรณีที่ 1 และ 2 เพียงแต่ส่วนใหญ่แล้วการทำฟันปลอมมักใช้เวลาหลายครั้งและคนไข้มักชำระแบบผ่อนจ่าย ใบเสร็จอาจออกแยกเป็นครั้งๆแล้วแนบไปพร้อมกันหรือออกเป็นใบเดียวเมื่อชำระครบก็ได้

2. แบบฟอร์ม สปส.2-16 โดยระบุรายละเอียดเหมือนกรณีที่ 1 และ 2

3. สำเนาขั้นตอนการรักษา ซึ่งต้องมีรายละเอียดชื่อคลินิกที่ทำการรักษา ชื่อคนไข้พร้อมเลขเวชระเบียนของคลินิก และขั้นตอนการรักษาเฉพาะของฟันปลอมที่จะทำการเบิกตั้งแต่ครั้งแรกถึงครั้งสุดท้ายที่ทำการใส่ฟันให้คนไข้ (มีระบุวันที่ชัดเจน) โดยสำเนานี้คุณหมอผู้ทำการรักษาหรือคุณหมอเจ้าของร้านคนใดคนหนึ่งจะต้องเซ็นรับรองสำเนาถูกต้องด้วย


สรุปข้อควรทราบ !!

การเบิกกรณีที่ 1 และ 2 นั้น คนไข้สามารถทำได้ทุกปี ปีละ 600 บาท ส่วนกรณีที่ 3 ทำได้ 5 ปีต่อครั้ง โดยคิดแยกกัน ยกตัวอย่างเช่น ถึงปีนี้จะเบิกส่วนของอุดฟันไปแล้ว 600 บาท ก็ยังสามารถเบิกส่วนของฟันปลอมได้อีกตามประเภทของฟันปลอมที่ทำ ส่วนปีหน้า จะเบิกได้ใหม่อีก 600 บาท แต่ฟันปลอมต้องรอไปอีก 5 ปีถึงจะเบิกได้อีกครับ


หากคนไข้มีข้อสงสัยอื่นๆ ก็สามารถเข้ามาสอบถามหรือโทรเข้ามาคุยกับคุณหมอหรือเจ้าหน้าที่ของคลินิกได้โดยตรงครับ

ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การใช้ไหมขัดฟัน

มีหลายๆคนคิดว่า ไหมขัดฟันมีไว้เพื่อใช้กำจัดเศษอาหารที่ติดอยู่ระหว่างซอกฟันเท่านั้น ถ้าอาหารไม่ติดก็ไม่ต้องใช้ แต่ความจริงแล้วประโยชน์ของไหมขัดฟันไม่ได้มีแค่นั้นนะครับ

ในซอกฟันหลังจากที่เราแปรงฟันเสร็จแล้ว จะยังมีคราบอาหารและคราบจุลินทรีย์ที่เรามองไม่เห็นหลงเหลืออยู่ เนื่องมาจากข้อจำกัดของแปรงสีฟัน ที่จะทำความสะอาดได้ดีเฉพาะด้านหน้า-ด้านหลัง-ด้านบนของฟันเท่านั้น ในส่วนของซอกฟัน ขนแปรงจะไม่สามารถเข้าไปทำความสะอาดได้ ทำให้เราจำเป็นต้องใช้ไหมขัดฟันมาช่วยครับ

คำถามที่พบบ่อยๆเกี่ยวกับการใช้ไหมขัดฟัน

1. ควรใช้ไหมขัดฟันบ่อยแค่ไหน ?

ควรใช้ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ครับ มากกว่านี้ก็ไม่มีผลเสียอะไร สาเหตุที่เราควรใช้ทุกวันเนื่องจาก คราบฟันที่เราสามารถจะกำจัดออกได้โดยการแปรงฟันร่วมกับการใช้ไหมขัดฟัน จะเป็นคราบฟันที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่เกิน 24 ชั่วโมง หลังจากนั้น มันจะเริ่มมีแร่ธาตุต่างๆ มาจับและตกตะกอนที่คราบฟัน และเริ่มทำความสะอาดยากขึ้น เราไม่สามารถกำจัดมันออกได้ด้วยตัวเองอีกแล้ว ในที่สุดมันก็จะกลายสภาพเป็นหินปูนซึ่งต้องไปให้ทันตแพทย์เป็นผู้กำจัดออก

2. ใช้แล้วเหงือกจะร่น ฟันจะห่างหรือเปล่า ?

คำตอบคือ ไม่ ครับ ถ้าเราทำอย่างถูกวิธี เพราะตัวไหมจะมีความบางมาก ไม่มีทางดันให้ฟันเราห่างได้แน่ๆ และถ้าเราไม่ได้กดไหมแรงเกินไป ก็จะไม่ทำให้เหงือกร่นด้วยครับ


การเลือกให้ไหมขัดฟัน ปัจจุบันตามท้องตลาดมีให้เลือกทั้งแบบเคลือบขี้ผึ้ง-ไม่เคลือบขี้ผึ้ง หลายยี่ห้อ หลายความยาวครับ ผลที่ได้ไม่มีความแตกต่างมากนัก ใช้แบบไหนขึ้นอยู่กับความถนัดครับ

ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย

วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เสียวฟัน เกิดจากอะไร ?

อาการเสียวฟันเป็นอาการที่พบได้บ่อยๆ และเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ฟันผุ, มีหินปูนเกาะเยอะ, ฟันสึก, เหงือกร่น ฯลฯ


อาการเสียวฟันอาจเกิดได้ขณะดื่มน้ำร้อน-เย็นจัด เมื่อรับประทานของหวานๆ กัดอาหารเหนียวๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ฟันปกติที่ไม่ได้เป็นอะไรก็สามารถเกิดอาการดังกล่าวได้ แต่อาการจะเสียวไม่มาก เป็นช่วงสั้นๆ นานๆครั้ง
แต่หากอาการเสียวฟันที่เกิดขึ้น มีการเสียวฟันมาก เป็นทุกครั้งที่ดื่มน้ำร้อน-เย็น รับประทานของหวาน กัด-เคี้ยวอาหารเหนียวๆ หรือหลังจากเกิดอาการแล้วอาการไม่หายไปเป็นเวลานานหลายนาที ก็ควรรีบมาพบทันตแพทย์เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษา


การรักษาอาการเสียวฟันนั้น ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการหาสาเหตุของอาการเสียวฟันให้พบ และรักษาให้ตรงสาเหตุ เช่น อุดฟันที่ผุหรือสึก, ขูดหินปูน, กรอแก้ไขการสบฟัน เป็นต้น


ในส่วนของฟันปกติหรือฟันที่มีการสึกน้อยมากๆที่มีอาการเสียวฟันนั้น เราควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการเสียวฟันและดูอาการก่อนที่จะำทำการรักษาอื่นๆ เช่น เลี่ยงการดื่มน้ำเย็นจัด เลี่ยงการเคี้ยวอาหารเหนียวมากๆหรือน้ำแข็ง อย่าแปรงฟันแรง ก็จะช่วยป้องกันอาการได้โดยที่เราไม่ต้องกรอฟัน หรือคนไข้บางรายทันตแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาสีฟันลดอาการเสียวฟันร่วมด้วยครับ

ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

แปรงสีฟันไฟฟ้า จำเป็นหรือไม่?

เชื่อว่าหลายๆท่านน่าจะเคยได้ยินหรือเคยเห็นแปรงสีฟันไฟฟ้ามาบ้างแล้ว เนื่องจากในปัจจุบันมีการขายอย่างแพร่หลายขึ้นมาก และราคาก็ถูกลงกว่าเมื่อก่อนเยอะ จริงๆแล้วแปรงสีฟันไฟฟ้าต่างกับการแปรงปกติยังไง ? ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดฟันดีกว่าหรือไม่ ? ลองดูข้อมูลเหล่านี้เพื่อประกอบการตัดสินใจนะครับ

เดิมทีแปรงสีฟันไฟฟ้าถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมหรือบังคับการเคลื่อนไหวของข้อมือได้ตามปกติ เพื่ออำนวยความสะดวกให้สามารถแปรงฟันได้ง่ายขึ้น แต่ในปัจจุบันแปรงชนิดนี้ได้ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันกับคนทั่วไปด้วยเหมือนกัน

ในเรื่องประสิทธิภาพ ถ้าจะเปรียบเทียบความสามารถในการกำจัดคราบจุลินทรีย์บนผิวฟันระหว่างแปรงไฟฟ้ากับแปรงสีฟันแบบธรรมดา จากรายงานผลการวิจัยส่วนใหญ่พบว่ามีประสิทธิภาพพอๆกัน ไม่แตกต่าง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแปรงฟันของแต่ละบุคคลด้วยครับ ถ้าเราเป็นคนแปรงฟันเร็ว แปรงไม่ทั่ว การใช้แปรงไฟฟ้าก็อาจให้ผลดีกว่า เพราะข้อดีของแปรงไฟฟ้าคือ สะดวกสบายดี ใช้ง่าย ไม่ต้องขยับอะไรมากนักแค่วางให้ถูกผิวฟันให้ทั่วแล้วย้ายไปให้ครบทุกซี่ก็สะอาดแล้ว

ส่วนข้อเสียของแปรงไฟฟ้าก็คือราคาครับ ทั้งตัวแปรงและส่วนหัวแปรง (ซึ่งส่วนหัวแปรงนั้น เราก็ต้องเปลี่ยนใหม่ทุก 3-6 เดือนเหมือนแปรงธรรมดาครับ) ถึงจะมีราคาถูกลงกว่าเมื่อก่อนแล้วอย่างที่บอกไว้ตอนต้น แต่ก็ยังมีราคาสูง(มาก)อยู่ดีถ้าเทียบกับแปรงธรรมดา

จากข้อมูล โดยสรุปก็คือ เราควรใช้แปรงสีฟันชนิดนี้หรือไม่ ก็ขึ้นกับความพอใจ และเงินในกระเป๋าครับของเราครับ

ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

ปวดฟัน ทำไงดี ?

อาการปวดฟัน แน่นอนว่าย่อมเป็นอาการไม่พึงประสงค์ของใครๆ หลายคนที่เคยมีประสบการณ์คงบอกได้ว่ามันทรมานแค่ไหน นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิทำงาน ทานอะไรไม่ได้ อ้าปากก็ไม่ได้ จะลุกจะนั่งจะนอน มันก็ปวดไปหมด

สำหรับการรักษาอาการปวดฟันนั้น เราคงต้องเริ่มจากการหาสาเหตุของอาการปวดกันก่อน

อาการปวดเกิดได้จากสาเหตุที่พบบ่อย ดังนี้
1. ฟันผุ-หัก-ร้าวทะลุถึงโพรงประสาทฟัน
อาการ : มักทำให้ปวดมาก ปวดจนนอนไม่หลับ อยู่ๆก็ปวดขึ้นมาเอง บางครั้งพบเหงือกบวม มีตุ่มหนองใกล้ตัวฟันร่วมด้วย
การรักษา : รักษารากฟันหรือถอนฟันที่เป็นสาเหตุ
2. ฟันผุ-หัก-ร้าวไม่ถึงประสาทฟัน แต่มีซอก-รูให้มีเศษอาหารเข้าไปติดได้
อาการ : มักจะปวดเมื่อรับประทานอาหารแล้วเศษอาหารไปติดที่ซอก-รูนั้นๆ อาการปวดมักเป็นอาการปวดตื้อๆ อาการลดลงหรือหายไปเมื่อเอาเศษอาหารออกไปได้
การรักษา : โดยการอุดฟันบริเวณที่ผุเป็นรู
3. เหงือกอักเสบ (gingivitis) หรือเป็นโรคเหงือก (periodontal disease) เกิดจากการมีหินปูนมากเป็นเวลานาน
อาการ : ปวดรำคาญ อาจมีเหงือกบวมๆยุบๆตำแหน่งเดิมหรือย้ายตำแหน่งไปเรื่อยๆ บางครั้งอาจพบว่ามีหนองซึมออกมาจากซอกฟันด้วย
การรักษา : ขูดหินปูน เกลารากฟัน อาจจำเป็นต้องมีการรักษาอื่นร่วมด้วย ในกรณีที่เป็นมากๆอาจต้องถอนฟัน
4. การสบฟันผิดปกติ (malocclusion)
อาการ : มักจะปวดเมื่อเคี้ยวอาหารหรือขณะฟันกระทบกัน
การรักษา : โดยการกรอแก้ไขการสบฟัน (occlusal adjustment)
5. โรคทางระบบประสาท (trigeminal neuralgia)
อาการ : มักจะปวดฟันมากกว่า 1 ซี่ ปวดทั้งบริเวณแบบระบุซี่ไม่ได้ อาจพบอาการปวดเหงือกหรือแก้มบริเวณนั้นร่วมด้วย
การรักษา : ใช้การรับประทานยา บางครั้งอาจต้องใช้การผ่าตัดร่วมด้วย
6. ปวดจากการอักเสบของเหงือกรอบฟันคุด
อาการ : ปวดตลอดเวลา อาจมีอาการปวดตั้งแต่ปวดรำคาญๆไปจนถึงปวดมาก มักมีเหงือกหรือแก้มบวมร่วมด้วย
การรักษา : ผ่า-ถอนฟันคุดที่เป็นสาเหตุออก (หากมีฟันคู่สบ แนะนำให้ถอนออกด้วย เพื่อป้องกันการงอกเกินและกัดเหงือกในอนาคต)
7. สาเหตุอื่นๆ เช่น ฟันที่เคยรักษารากฟันมานานแล้ว อาจเกิดการรั่วซึมของวัสดุหรือครอบฟัน ทำให้มีเชื้อโรครั่วเข้าไปในบริเวณที่รักษาแล้วทำให้เกิดหนองใหม่ขึ้น ซึ่งการรักษาก็จะเหมือนกรณีแรกคือรักษารากใหม่ หรือในกรณีของฟันที่เพิ่งอุดเสร็จใหม่ๆ อาจพบอาการปวดเสียวได้บ้างในกรณีที่รอยอุด-รอยผุเดิมลึกมาก ซึ่งอาการจะค่อยๆลดลงจนหายไปเองประมาณ 7-10 วัน

โดยเมื่อมีอาการปวดฟันเกิดขึ้นแล้ว เราควรตรวจหาสาเหตุของอาการให้เจอ เพื่อจะได้รักษาให้ตรงกับที่มาของอาการปวดนั้นๆ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนอาการลุกลาม เพราะการรักษาใดๆ หากเราเริ่มรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมให้ผลการรักษาที่ดีขึ้นครับ

ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย