เมื่อเรานึกถึงการทำความสะอาดฟันและช่องปาก อุปกรณ์พื้นฐานที่เราจำเป็นต้องใช้อยู่เสมอก็คือ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน และไหมขัดฟัน
หลายคนอาจนึกไปถึงอุปกรณ์เสริมอื่นๆด้วย เช่น น้ำยาบ้วนปาก ที่ขูดลิ้น แปรงสีฟันไฟฟ้า ไม่จิ้มฟัน แปรงซอกฟัน ฯลฯ
อุปกรณ์และเครื่องมือเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ช่วยให้เราสามารถดูแลความสะอาดในช่องปากได้ดีขึ้น แต่จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อเราใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมนะครับ เพราะบางครั้งเมื่อเราเลือกชนิดมาไม่เหมาะกับเราหรือใช้ไม่ถูกวิธี อาจไม่ได้ประโยชน์จากอุปกรณ์นั้นๆเลย หรือทำให้เกิดความเสียหายที่ฟันหรืออวัยวะรอบๆได้
สำหรับการเลือกใช้อุปกรณ์ต่างๆ มีข้อควรรู้ดังนี้ครับ
แปรงสีฟัน
แบ่งตามขนาดได้คร่าวๆ 4 ประเภท คือ
ผู้ใหญ่ (12 ปีขึ้นไป)
เด็กโต (6-12 ขวบ)
เด็กเล็ก (3-6 ขวบ)
เด็กอ่อน (เริ่มมีฟัน - 3 ขวบ)
ถ้าแบ่งตามชนิดของขนแปรง จะแบ่งได้ 4 ประเภท
แข็ง (hard)
ปานกลาง (medium)
นุ่ม (soft)
นุ่มพิเศษ (extra soft)
จากประสปการณ์ตรง คำแนะนำของหมอคือ ควรเลือกแปรงที่ขนแปรงนิ่มที่สุดที่เวลาแปรงแล้ว เรายังรู้สึกว่าสะอาด เรียกว่า ยิ่งนิ่มก็ยิ่งดีครับ แต่ถ้าบางคนใช้แปรงขนนิ่มเกินไปแล้วไม่ถนัดหรือรู้สึกไม่สะอาด ก็สามารถเลือกใช้ชนิดที่แข็งขึ้นมาได้เล็กน้อย แต่ต้องแปรงให้เบามือลงด้วยนะครับ เพราะการแปรงฟันแรงๆโดยใช้แปรงที่แข็งเกินไป อาจทำให้คอฟันสึกได้
ลักษณะของขนแปรง
ขนแปรงที่ดี ควรทำมาจากไนล่อน ผิวเรียบ ปลายมน เมื่อถูกน้ำแล้วควรแห้งเร็ว
บริเวณหัวแปรงบางรุ่นอาจมีส่วนที่มีผิวสากๆด้านหลัง เพื่อใช้ในการแปรงลิ้นและกระพุ้งแก้มด้วย
ลักษณะด้ามแปรง
มีทั้งแบบ ด้ามตรง โค้งงอ 1 ระดับ โค้งงอ 2 ระดับ ผิวด้ามเรียบ หรือผิวเป็นยางสำหรับเพิ่มความถนัดในการจับ การเลือกก็ควรเลือกตามที่เราจับถนัดครับ
ยาสีฟัน
ในส่วนของยาสีฟัน เราคงต้องทราบส่วนผสมของยาสีฟันทั่วๆไปกันก่อน ยาสีฟันส่วนใหญ่จะประกอบด้วย
- ผงขัด
- สารที่ทำให้เกิดฟอง
- สารกันบูด
- สี กลิ่น รส
นอกจากนี้ ยาสีฟันแต่ละรุ่นอาจมีสารที่มีคุณสมบัติพิเศษอื่นๆใส่เพิ่มเข้าไป ซึ่งสารที่มีคุณสมบัติพิเศษเหล่านี้จะช่วยในเรื่องต่างๆกัน เช่น
สารที่ช่วยให้ฟันแข็งแรง ป้องกันฟันผุ
- โซเดียมฟลูออไรด์
- โซเดียมโมโนฟลูออโรฟอสเฟต
- โซเดียม ฟลูออไรด์และโซเดียม
- โมโนฟลูออโรฟอสเฟส
(หรือก็คือ ฟลูออไรด์ในรูปแบบต่างๆนั่นเอง)
สารประเภทช่วยให้เหงือกแข็งแรง
- โซเดียมคลอไรด์
(มักพบในยาสีฟัน"สูตรเกลือ")
สารประเภทลดอาการเสียวฟัน
- โปรตัสเซียมไนเตรท
- สตรอนเทียมคลอไรด์
การเลือกใช้ยาสีฟัน ควรเลือกชนิดที่มีเนื้อเป็นครีมหรือเจล เพราะจะทำให้ฟันสึกกร่อนน้อยกว่าแบบผง นอกจากนี้ก็ควรเลือกยาสีฟันที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่เราต้องการ (ลดเสียวฟัน ป้องกันฟันผุ ช่วยให้เหงือกแข็งแรง) ส่วนเรื่องของสี กลิ่น รส สามารถเลือกได้ตามใจชอบครับ (ไซลิทอล ซึ่งเป็นสารให้ความหวานในยาสีฟันนั้น ไม่ทำให้ฟันผุ)
ไหมขัดฟัน
มี 2 ชนิดคือแบบเคลือบขี้ผึ้ง และไม่เคลือบขี้ผึ้ง ผลการทำความสะอาดไม่ต่างกันมากนัก มือใหม่ควรเลือกแบบที่เคลือบขี้ผึ้งจะใช้งานได้ง่ายกว่า (ราคาแพงกว่าเล็กน้อย)
สำหรับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่น น้ำยาบ้วนปาก ที่ขูดลิ้น แปรงไฟฟ้า ไม้จิ้มฟัน แปรงซอกฟัน เราจะมาพูดถึงกันครั้งหน้าครับ
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากเพิ่มเติม สามารถเขียนเข้ามาถามได้ที่ dental.d.clinic@gmail.com นะครับ หมอยินดีตอบทุกคำถามครับ
ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย
อีก 1 ช่องทางในการติดต่อ
วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ฟันปลอม สำคัญอย่างไร ?
ฟัน เป็นอวัยวะส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งของร่างกาย เพราะทำหน้าที่ในการเคี้ยวอาหารในกรณีของฟันกราม
ช่วยในการกัดและมีส่วนในเรื่องของความสวยงามอย่างมากในกรณีฟันหน้า
คนไข้ส่วนใหญ่ เมื่อถอนฟันไปแล้ว มักมีคำถามตามมาเสมอว่า จำเป็นต้องทำฟันปลอมหรือไม่ ?
เมื่อเราสูญเสียฟันไปจากถอนฟันผุ เป็นโรคเหงือกมากจนฟันโยก-หลุด หรือฟันหักจากอุบัติเหตุ จะทำให้เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง แยกเป็น 2 กรณีใหญ่ๆคือ
1. การใช้งาน การกัด-เคี้ยวจะทำได้ไม่สะดวก เคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียดอย่างที่เคย การเสียฟันหน้าไป อาจส่งผลให้พูดไม่ชัด
2. ความสวยงาม โดยเฉพาะเมื่อฟันที่ถอนไปเป็นฟันหน้า ไม่ว่าบนหรือล่างก็ตาม
นอกจากนี้ การถอนฟันจะทำให้เกิดช่องว่างในขากรรไกร ทำให้ฟันที่เหลืออยู่ในปากล้ม-เอียงเข้าหาช่องว่าง ทำให้ฟันที่เคยชิดกัน ห่างออกจากกัน ปัญหาน่ากลัวที่เกิดตามมาคือ มีเศษอาหารติดช่องฟันที่ห่าง ฟันผุ ลุกลามจนอาจต้องถอนฟันข้างเคียงเพิ่มขึ้นเป็นวัฏจักร
เมื่อฟันถูกถอนไปแล้ว การใส่ฟันปลอม จะช่วยแก้ไข-ป้องกันปัญหาต่างๆดังกล่าวได้
ส่วนของฟันปลอม ปัจจุบันจะมีอยู่ 3 ชนิดครับ
1. แบบถอดได้
แบ่งย่อยได้อีก 2 แบบ คือแบบฐานพลาสติก กับแบบฐานโลหะ
ข้อแตกต่างระหว่าง 2 แบบนี้คือแบบพลาสติกจะถูกกว่า แต่แบบโลหะจะทนและบางกว่า ทำให้เวลาใส่ ไม่ค่อยรำคาญ (โดยส่วนตัวหมอแล้ว ถ้าเป็นฟันล่าง หมอจะแนะนำให้ทำเป็นแบบโลหะครับ)
การใช้งานและการดูแลรักษาทั้ง 2 แบบจะไม่ต่างกันมากนัก
ข้อเสียของฟันปลอมแบบถอดได้คือ..... มันถอดได้ครับ ดังนั้นเวลาเคี้ยวอาหารแข็งๆเหนียวๆอาจมีการขยับ เจ็บรำคาญได้บ้าง ข้อเสียอีกอย่างคือ ตัวฟันปลอมจะต้องมีตะขอโลหะเกี่ยวอยู่กับฟันธรรมชาติ เวลาอ้าปากอาจมองเห็น ทำให้ไม่สวยงาม
ส่วนข้อดีคือ เวลาทำ ไม่ต้องกรอฟันข้างเคียงมากนัก และเป็นฟันปลอมที่มีราคาถูกที่สุด (และสามารถเบิกประกันสังคมได้ส่วนหนึ่ง-กรณีที่ทำเป็นฐานพลาสติก)
เหมาะสำหรับการใส่ฟันปลอมในกรณีที่ช่องว่างมีขนาดกว้างๆ หรือเป็นช่องว่างแบบปลายเปิด ไม่มีฟันด้านท้าย
2. แบบติดแน่น หรือที่เราเรียกว่า"สะพานฟัน"
ที่เราเรียกมันว่าสะพานฟัน เพราะมันหน้าตาเหมือนสะพานครับ คือจะใส่ฟันตรงกลาง ก็จำเป็นต้องมีฟันหัว-ท้าย โดยเราจะกรอเหมือนทำครอบทั้ง 2 ซี่แล้วเชื่อมฟันปลอมเข้าไปตรงกลาง
ข้อดีของแบบติดแน่นคือ ความสวยงาม เมื่อทำเสร็จแล้วมองดูจะคล้ายฟันธรรมชาติมาก รวมทั้งไม่มีตะขอ
การใช้งาน-ดูแลรักษาแทบไม่ต่างจากฟันธรรมชาติ ไม่ต้องคอยถอดล้างหลังอาหาร ไม่ต้องกลัวไปวางลืมไว้ที่ไหน (เพราะมันถอดไม่ได้)
ส่วนข้อเสียคือ ราคาค่อนข้างสูง ต้องกรอฟันข้างเคียงเยอะ และเหมาะสำหรับการใส่ฟันที่ช่องว่างไม่กว้างนัก
3. รากเทียม
ลักษณะจะเป็นการฝังแกนโลหะ(รากเทียม) ลงไปในจุดที่เราต้องการใส่ฟันปลอม และทำครอบฟันทับลงไปบนรากที่เราฝังไว้
ข้อดีที่สำคัญของการทำรากเทียมคือ ความสวยงาม เพราะมีความใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมาก การดูแลรักษาไม่ต่างจากฟันธรรมชาติ และไม่ต้องกรอฟันข้างเคียง
ข้อเสียใหญ่หลวงของรากเทียมมีอยู่ 2 ประการครับ คือ ราคาค่อนข้างแพง และต้องใช้เวลาในการทำมาก
การจะเลือกฟันปลอม ไม่มีแบบใด"ดีที่สุด"ครับ เราควรไปให้ทันตแพทย์ตรวจดูสภาพช่องปาก เพื่อเลือกชนิดที่เหมาะสมกับแต่ละคน เพราะฟันปลอมแต่ละชนิดก็มีข้อดี-ข้อด้อยต่างกันไป
แต่จะให้ดีที่สุด...... ควรดูแลฟันแท้ๆของเราให้ดี อย่าให้โดนถอนจะดีกว่านะครับ
ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย
ช่วยในการกัดและมีส่วนในเรื่องของความสวยงามอย่างมากในกรณีฟันหน้า
คนไข้ส่วนใหญ่ เมื่อถอนฟันไปแล้ว มักมีคำถามตามมาเสมอว่า จำเป็นต้องทำฟันปลอมหรือไม่ ?
เมื่อเราสูญเสียฟันไปจากถอนฟันผุ เป็นโรคเหงือกมากจนฟันโยก-หลุด หรือฟันหักจากอุบัติเหตุ จะทำให้เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง แยกเป็น 2 กรณีใหญ่ๆคือ
1. การใช้งาน การกัด-เคี้ยวจะทำได้ไม่สะดวก เคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียดอย่างที่เคย การเสียฟันหน้าไป อาจส่งผลให้พูดไม่ชัด
2. ความสวยงาม โดยเฉพาะเมื่อฟันที่ถอนไปเป็นฟันหน้า ไม่ว่าบนหรือล่างก็ตาม
นอกจากนี้ การถอนฟันจะทำให้เกิดช่องว่างในขากรรไกร ทำให้ฟันที่เหลืออยู่ในปากล้ม-เอียงเข้าหาช่องว่าง ทำให้ฟันที่เคยชิดกัน ห่างออกจากกัน ปัญหาน่ากลัวที่เกิดตามมาคือ มีเศษอาหารติดช่องฟันที่ห่าง ฟันผุ ลุกลามจนอาจต้องถอนฟันข้างเคียงเพิ่มขึ้นเป็นวัฏจักร
เมื่อฟันถูกถอนไปแล้ว การใส่ฟันปลอม จะช่วยแก้ไข-ป้องกันปัญหาต่างๆดังกล่าวได้
ส่วนของฟันปลอม ปัจจุบันจะมีอยู่ 3 ชนิดครับ
1. แบบถอดได้
แบ่งย่อยได้อีก 2 แบบ คือแบบฐานพลาสติก กับแบบฐานโลหะ
ข้อแตกต่างระหว่าง 2 แบบนี้คือแบบพลาสติกจะถูกกว่า แต่แบบโลหะจะทนและบางกว่า ทำให้เวลาใส่ ไม่ค่อยรำคาญ (โดยส่วนตัวหมอแล้ว ถ้าเป็นฟันล่าง หมอจะแนะนำให้ทำเป็นแบบโลหะครับ)
การใช้งานและการดูแลรักษาทั้ง 2 แบบจะไม่ต่างกันมากนัก
ข้อเสียของฟันปลอมแบบถอดได้คือ..... มันถอดได้ครับ ดังนั้นเวลาเคี้ยวอาหารแข็งๆเหนียวๆอาจมีการขยับ เจ็บรำคาญได้บ้าง ข้อเสียอีกอย่างคือ ตัวฟันปลอมจะต้องมีตะขอโลหะเกี่ยวอยู่กับฟันธรรมชาติ เวลาอ้าปากอาจมองเห็น ทำให้ไม่สวยงาม
ส่วนข้อดีคือ เวลาทำ ไม่ต้องกรอฟันข้างเคียงมากนัก และเป็นฟันปลอมที่มีราคาถูกที่สุด (และสามารถเบิกประกันสังคมได้ส่วนหนึ่ง-กรณีที่ทำเป็นฐานพลาสติก)
เหมาะสำหรับการใส่ฟันปลอมในกรณีที่ช่องว่างมีขนาดกว้างๆ หรือเป็นช่องว่างแบบปลายเปิด ไม่มีฟันด้านท้าย
2. แบบติดแน่น หรือที่เราเรียกว่า"สะพานฟัน"
ที่เราเรียกมันว่าสะพานฟัน เพราะมันหน้าตาเหมือนสะพานครับ คือจะใส่ฟันตรงกลาง ก็จำเป็นต้องมีฟันหัว-ท้าย โดยเราจะกรอเหมือนทำครอบทั้ง 2 ซี่แล้วเชื่อมฟันปลอมเข้าไปตรงกลาง
ข้อดีของแบบติดแน่นคือ ความสวยงาม เมื่อทำเสร็จแล้วมองดูจะคล้ายฟันธรรมชาติมาก รวมทั้งไม่มีตะขอ
การใช้งาน-ดูแลรักษาแทบไม่ต่างจากฟันธรรมชาติ ไม่ต้องคอยถอดล้างหลังอาหาร ไม่ต้องกลัวไปวางลืมไว้ที่ไหน (เพราะมันถอดไม่ได้)
ส่วนข้อเสียคือ ราคาค่อนข้างสูง ต้องกรอฟันข้างเคียงเยอะ และเหมาะสำหรับการใส่ฟันที่ช่องว่างไม่กว้างนัก
3. รากเทียม
ลักษณะจะเป็นการฝังแกนโลหะ(รากเทียม) ลงไปในจุดที่เราต้องการใส่ฟันปลอม และทำครอบฟันทับลงไปบนรากที่เราฝังไว้
ข้อดีที่สำคัญของการทำรากเทียมคือ ความสวยงาม เพราะมีความใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมาก การดูแลรักษาไม่ต่างจากฟันธรรมชาติ และไม่ต้องกรอฟันข้างเคียง
ข้อเสียใหญ่หลวงของรากเทียมมีอยู่ 2 ประการครับ คือ ราคาค่อนข้างแพง และต้องใช้เวลาในการทำมาก
การจะเลือกฟันปลอม ไม่มีแบบใด"ดีที่สุด"ครับ เราควรไปให้ทันตแพทย์ตรวจดูสภาพช่องปาก เพื่อเลือกชนิดที่เหมาะสมกับแต่ละคน เพราะฟันปลอมแต่ละชนิดก็มีข้อดี-ข้อด้อยต่างกันไป
แต่จะให้ดีที่สุด...... ควรดูแลฟันแท้ๆของเราให้ดี อย่าให้โดนถอนจะดีกว่านะครับ
ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย
วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554
ทำไมเราต้องตรวจฟันทุก 6 เดือน ?
เคยสงสัยบ้างไหมครับว่าทำไมหมอฟันถึงต้องให้เราไปพบทุก 6 เดือนทั้งๆที่เราก็ไม่ได้มีอาการอะไรซักหน่อย?
จริงๆแล้วโรคต่างๆที่เกิดในช่องปาก เช่น โรคเหงือกอักเสบหรือฟันผุนั้น เมื่อเริ่มเป็น มักจะไม่มีอาการอะไรให้เห็นหรือรู้สึกเลย แต่เมื่อไหร่ที่เรามีอาการจนรู้สึกได้ เช่น เสียวฟันมากเมื่อดื่มน้ำเย็นหรือทานอาหารหวานๆ-อาการไม่หายไปเมื่อทานเสร็จ ปวดฟันตลอดเวลาโดยไม่เกี่ยวข้องกับการใช้งานหรืออยู่ๆก็ปวดขึ้นมาเอง แปรงฟันแล้วมีเลือดออก ฟันโยก อาการดังกล่าว อาจแสดงต่อเมื่อการลุกลามของโรคสายเกินกว่าที่เราจะสามารถทำการรักษาได้ด้วยวิธีธรรมดาอย่างการขูดหินปูนหรืออุดฟันได้ ต้องใช้การรักษาที่ยุ่งยากมากขึ้น เช่น รักษาโรคเหงือก-เกลารากฟัน รักษารากฟัน ทำครอบ ซึ่งมีความยุ่งยาก ต้องมาหลายครั้ง และค่าใช้จ่ายสูง หรือหากฟันและอวัยวะรอบๆตัวฟัน (เหงือก กระดูกรองรับฟัน) มีความเสียหายมากๆ ก็อาจไม่สามารถทำการรักษาได้ ทำให้เราต้องเสียฟันไป
การตรวจฟันทุก 6 เดือน จะช่วยให้เราสามารถพบความผิดปกติต่างๆได้ตั้งแต่เริ่มต้น
พบฟันผุ ฟันสึก ฟันบิ่นตั้งแต่ยังไม่ลึก
ก็จะทำให้รักษาง่าย-ค่าใช้จ่ายน้อย-และที่สำคัญ ไม่เจ็บ
พบโรคเหงือกตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
ซึ่งเราสามารถทำการขูดหินปูนทำความสะอาด เพื่อลดการลุกลามของโรคเหงือกได้
ใครที่เคยปวดฟันมาแล้วคงทราบดีว่ามันทรมานแค่ไหน ดังนั้น อย่ารอจนปวดเลยครับ หาเวลาไปพบทันตแพทย์บ้างนานๆครั้งจะช่วยป้องกันได้ คลินิกหลายแห่งตอนนี้ก็เริ่มมีระบบการเตือนนัดคนไข้แล้ว เป็นไปรษณียบัตรบ้าง เป็น SMS บ้าง แต่ถ้ากลัวลืม บ้านไหนที่มีน้องๆเด็กๆ ก็ใช้เวลาช่วงเพิ่งเปิดเทอมใหม่ (พ.ค.กับพ.ย. 6 เดือนพอดี !!) พากันไปทั้งบ้านเลยก็จำง่าย-สะดวกดีครับ
ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย
วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554
ปุ่มกระดูกในปาก อันตรายหรือไม่ ?
ปุ่มกระดูกที่พบในปาก สามารถแยกได้เป็น 3 แบบ ตามบริเวณที่พบ ได้แก่
1. บริเวณด้านในของขากรรไกรบน-เพดานปาก (Torus palatinus)
พบบริเวณกึ่งกลางของเพดานปาก ส่วนใหญ่ที่พบจะมีลักษณะสมมาตรและขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม.
2. บริเวณด้านในของขากรรไกรล่าง-ใต้ลิ้น (Torus mandibularis)
พบบริเวณเหงือกใต้ลิ้น ใกล้กับบริเวณฟันกรามน้อย (premolar) ส่วนใหญ่จะมีลักษณะสมมาตร (พบทั้งด้านซ้ายและขวา) เช่นกัน โดยมักพบได้มากกว่าในคนไข้ที่มีอาการนอนกัดฟัน
ปุ่มกระดูกทั้ง 2 แบบนี้ พบได้บ่อยในชาวเอเชีย
ความแตกต่างอื่นๆนอกจากบริเวณที่พบ เช่น
- ปุ่มกระดูกที่ขากรรไกรบนจะพบมากกว่าขากรรไกรล่าง (บนพบได้ประมาณ 60% ของประชากร ล่างพบได้ประมาณ 40%)
- ปุ่มกระดูกที่ขากรรไกรบนจะพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2 เท่า ในขณะที่ปุ่มกระดูกที่ขากรรไกรล่างจะพบในเพศชายมากกว่าเล็กน้อย
3. บริเวณด้านนอกของขากรรไกร (Buccal exostosis)
เป็นปุ่มกระดูกที่พบบริเวณสันเหงือกด้านนอก (ใกล้แก้ม) พบได้ในขากรรไกรบนมากกว่าล่างมาก มักไม่ทำให้เกิดปัญหาหรือความเจ็บปวดใดๆ ยกเว้นถ้ามีขนาดใหญ่มากอาจทำให้เป็นโรคเหงือกได้เนื่องจากขัดขวางการทำความสะอาด
ปุ่มกระดูกทั้ง 3 แบบนี้ โดยปกติแล้วอาจมีการเพิ่มขนาดขึ้นหรือลดขนาดลงได้เมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งไม่มีอันตรายใดๆ ไม่มีความจำเป็นต้องทำการรักษา ยกเว้นในกรณีที่เป็นแผลบ่อยๆเวลาทานอาหาร การถูกฟันปลอมเสียดสี-กดทับปุ่มกระดูก หรือปุ่มกระดูกใหญ่มากจนทำให้ไม่สามารถใส่ฟันปลอมได้ ก็อาจต้องทำการรักษาโดยการตัดปุ่มกระดูกออกครับ
การผ่าตัดเพื่อตัดปุ่มกระดูกออก
จะเป็นการผ่าตัดเล็กๆ ใช้เวลาไม่นาน (ประมาณ 30-50 นาที) หลังผ่าตัดจะมีเครื่องมือเรียกว่า Stent (ลักษณะคล้ายรีเทนเนอร์) ให้คนไข้ใส่ไว้เพื่อปิดแผลและป้องกันการกระทบกระแทกเวลารับประทานอาหาร
หลังจากผ่าตัดประมาณ 1 สัปดาห์ก็มาตัดไหม รวมๆแล้วไม่เกิน 10 วันก็จะหายเป็นปกติครับ
ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย
วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ฟันคุด ต้องถอน/ผ่าออกไม๊ครับ ?

ก่อนปีใหม่ ผมพูดถึงเรื่องคำถามที่ถูกถามบ่อยๆ เกี่ยวกับเรื่องการเบิกประกันสังคมไปแล้ว คำถามที่คนไข้มักจะถามผมบ่อยรองลงมาก็คือ เรื่องเกี่ยวกับ ฟันคุด ครับ
ส่วนใหญ่แล้ว คนไข้มักจะกังวลเกี่ยวกับความจำเป็นในการถอน/ผ่าออก ถ้าไม่ถอนออกจะเป็นไรไหม ? ตอนผ่าออกจะเจ็บมากไหม ? หลังจากผ่าแล้วจะปวด-บวมแค่ไหน ?
ฟันคุดที่คนไข้ทั่วไปนึกถึง (และพบได้) บ่อยๆ มักจะเป็นฟันกรามซี่ในสุด ทั้งฟันบนและฟันล่าง แต่จริงๆแล้วฟันตำแหน่งไหนก็สามารถเป็นฟันคุดได้ครับ เพียงแต่พบได้น้อยกว่ามากๆ (ตามนิยามแล้ว ฟันคุด คือฟันที่ไม่สามารถขึ้นมาได้เต็มซี่ในช่องปาก พบได้ตั้งแต่ไม่โผล่ขึ้นมาเลย-ฝังอยู่ในกระดูกทั้งซี่ หรือโผล่มาไม่เต็มซี่ก็ได้) ส่วนที่จะพูดถึงกันวันนี้ ขออนุญาตว่ากันเฉพาะฟันกรามซี่ในสุดนะครับ
ฟันกรามซี่ในสุด มักจะเริ่มปรากฏตัว (หรือมีอาการปวด-บวม) ในช่วงอายุ 17-25 ปี โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีทั้ง 4 ซี่ (ซ้ายบน-ล่าง,ขวาบน-ล่าง) พบได้เหมือนกันว่าบางคนจะมีมาก หรือน้อยกว่านั้น ประมาณ 35% ของประชากร (ซึ่งทำบุญมาดี) อาจจะไม่มีเลยซักซี่ก็ได้
แล้วเราจะทราบได้ยังไงว่าเรามีฟันคุดหรือเปล่า ?
ง่ายที่สุดก็ลองตรวจดูเบื้องต้นด้วยตัวเองก่อนก็ได้ครับ หากคุณอายุ 25 ปีขึ้นไปแล้วมีฟันไม่ครบ 32 ซี่ หรือเห็นซี่ไหนในปากที่ขึ้นมาได้ไม่เต็มซี่ ก็สงสัยไว้ก่อนเลยครับว่าใช่แน่..... แต่ถ้าจะให้แน่ใจก็ควรจะไป X-ray ดูครับ การ X-ray ด้วยวิธี Panoramic จะสามารถทำให้เราเห็นฟันได้ชัดเจนครบถ้วนทั้งขากรรไกรบนและล่าง รวมถึงขนาดและตำแหน่งของฟันคุดด้วยครับ
ทีนี้.. ทำไมเราถึงต้องถอน/ผ่ามันออกด้วยล่ะ ?
การถอน/ผ่าฟันคุดนั้น เราทำด้วยจุดประสงค์หลายอย่างครับ
1. เพื่อป้องกันการอักเสบของเหงือกที่คลุมฟันคุดอยู่
ซึ่งจะมีเศษอาหารเข้าไปติดระหว่างเหงือกและฟันคุดได้เสมอ เกิดการสะสมของเชื้อโรค ทำให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ เป็นหนอง บวม หากทิ้งไว้อาจเกิดการลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียง เช่นใต้ลิ้น คางได้
2. เพื่อป้องกันการผุของฟันข้างเคียง
เพราะนอกจากเศษอาหารจะเข้าไปติดใต้เหงือกแล้ว ยังติดระหว่างซอกฟันของฟันคุดกับฟันซี่ข้างๆด้วย ทำให้ฟันข้างเคียงเกิดการผุได้ง่าย
3. เพื่อป้องกันการเกิดถุงน้ำหรือเนื้องอก
ฟันคุดที่ทิ้งไว้นานไปเนื้อเยื่อที่หุ้มรอบฟันคุด อาจจะขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นถุงน้ำ หรือเนื้องอกได้ ถึงกรณีนี้จะพบได้ไม่มากนัก แต่ก็อันตรายครับ
4. เพื่อป้องกันกระดูกขากรรไกรหัก
เนื่องจากการที่มีฟันคุดฝังอยู่ จะทำให้กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นเกิดเป็นจุดอ่อนของขากรรไกร เพราะมีกระดูกบางกว่าตำแหน่งอื่น เมื่อได้รับอุบัติเหตุ หรือกระทบกระแทก กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นก็จะหักได้ง่าย
5. นอกจากนี้ ฟันคุดที่พยายามเบียดขึ้นมา จะทำให้ฟันที่เรียงตัวดีอยู่แล้วในปาก เกิดการซ้อนเกขึ้นได้ หมอจัดฟันส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ทำการถอน/ผ่าฟันคุดก่อนการจัดฟันเสมอ
ในเรื่องขั้นตอนการรักษานั้น ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรครับ หลังจากวินิจฉัยว่ามีฟันคุดแล้ว คุณหมอก็จะเริ่มจากการใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อระงับความรู้สึกก่อน หลังจากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนการนำฟันคุดออกมา ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามขนาด ตำแหน่งของฟันคุดนั้นๆ พอเอาออกมาได้แล้วก็จะเป็นการล้างทำความสะอาด และเย็บแผลปิดก็เรียบร้อยแล้วครับ คนไข้สามารถกลับบ้านได้เลย
อาการหลังจากผ่าฟันคุดแล้ว
หลังจากหายชาก็จะปวดหน่อยครับ ปวดที่ว่าก็เป็นแค่ปวดรำคาญแบบพอทนได้เท่านั้น ไม่ได้คอขาดบาดตายอะไร (อันนี้พูดจากประสพการณ์ตรงเลยครับ...) อาการปวดจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆจนหายปวดประมาณวันที่ 3-4 หลังผ่า
ส่วนของอาการบวมนั้น หลังผ่ามันจะค่อยๆบวมขึ้นเรื่อยๆ จะไปบวมสุดๆเอาวันที่ 3 หลังทำ (หายปวดพอดี..แต่บวม) แต่อย่าเพิ่งกลัวไปครับ อาการบวมนั้นไม่ได้เกิดทุกคน บางคนอาจจะไม่บวมเลยก็ได้ (ประสพการณ์ตรงเหมือนกันครับ) การบวมมักจะขึ้นอยู่กับความยุ่งยากในการทำ (ขนาดฟันคุดซี่ใหญ่ ใช้เวลาทำนานจะบวมมากหน่อย) แต่หลังจากพ้นวันที่ 3-4 ไป ก็จะค่อยๆยุบลงจนเป็นปกติในเวลาประมาณ 6-7 วันครับ
การดูแลแผล
ก็เหมือนการถอนฟันทั่วๆไปครับ
1. กัดผ้าให้แน่นบนบริเวณที่ถูกถอน อย่าเคี้ยวหรือพูดถ้าไม่จำเป็น กลืนน้ำ-น้ำลายในปากให้แห้งๆเข้าไว้
2. คายผ้าที่กัดไว้ให้หมดหลังถอนฟันแล้ว 2 ชั่วโมง ทานยาแก้ปวดตามไปเลย 2 เม็ด
3. อย่าดูดหรือใช้ลิ้นเล่นที่แผล เพราะเลือดอาจออกมาอีกได้ง่าย ห้ามบ้วนน้ำลาย ห้ามบ้วนน้ำ ตลอดวันที่ถอนฟัน
4. ใช้ผ้าห่อน้ำแข็ง ประคบที่แก้มข้างที่ทำตลอดวันหลังผ่าเสร็จ
5. หลังหายชา ถ้าปวดให้รับประทานยาแก้ปวด 2 เม็ด และควรให้ห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
6. 3-4 วันแรก ควรเลี่ยงอาหารแข็งๆ ร้อนหรือเย็นจัด รวมถึงเหล้า บุหรี่ แอลกอฮอล์ด้วยครับ พวกนี้จะทำให้แผลหายช้า
7. งดการออกกำลังกายหนักๆ
8. แปรงฟัน บ้วนปากเบาๆได้ในวันรุ่งขึ้น แต่ใกล้แผลก็แปรงเบาๆมือหน่อยนะครับ
9. บ้วนปากเบาๆในวันรุ่งขึ้นด้วยน้ำเกลือ (ใช้เกลือ 1/2 ช้อนชา ในน้ำอุ่น 1 แก้ว) หรือน้ำยาบ้วนปาก โดยเฉพาะหลังอาหาร
10. กรณีที่เย็บแผลไว้ ให้กลับมาตัดไหมหลังจากเย็บแล้วประมาณ 6-10 วัน
11. ถ้ามีอาการผิดปกติ (ปวดมาก บวมมาก เลือดออกมาก) หรือหลังฤทธิ์ยาชาหมดไปแล้ว แต่บางบริเวณของริมฝีปากมีอาการชาไม่หาย ควรรีบกลับไปพบคุณหมอทันทีเพื่อหาทางแก้ไขนะครับ แต่อาการแทรกซ้อนพวกนี้ พบได้น้อยมากครับ
ฟันคุดนั้น หลังจากเราตรวจพบแล้ว ก็ควรรีบทำการรักษา ถอน/ผ่าออกโดยเร็วครับ ไม่ควรรอ เพราะหากทิ้งไว้ ฟันคุดอาจทำความเสียหายได้มาก การรักษาในช่วงที่อายุยังน้อยอยู่ก็จะสามารถทำได้ง่ายกว่า แผลหายเร็วกว่า และปวด-บวมน้อยกว่าด้วยครับ
ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย
วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554
การฟอกสีฟัน
การฟอกสีฟัน หรือการฟอกฟันขาว ถ้าว่ากันแบบกำปั้นทุบดินก็คือการทำให้ฟันมีสีขาวขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีครับ แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เรามาว่ากันเรื่อง ทำไมฟันมันถึงเหลืองกันก่อนดีกว่า.....
สาเหตุที่ทำให้ฟันเรามีสีเข้มขึ้น หรือสีไม่สม่ำเสมอ เกิดจากสาเหตุหลักๆ 3 อย่างครับ
1. จากการรับสีมาจากภายนอก เช่น
- การรับประทานเครื่องดื่มที่มีสีเข้ม เช่น ชา กาแฟ ไวน์แดง
- คราบจากการสูบบุหรี่ ยาเส้น ไปป์ ซิการ์
- คราบหินปูนที่เกิดจากการทำความสะอาดฟันไม่ดี
2. จากฟันของคนไข้เอง เช่น
- สีจากการกินยาเตตราซัยคลิน ซึ่งจะทำให้ฟันมีสีเหลือง เทา น้ำตาล ได้
- ฟันมีสีเข้มขึ้นตามอายุ
- ฟันผุ หรือมีสีของวัสดุอุดสะท้อนออกมาให้เห็น (มักเกิดกับวัสดุสีเหมือนฟันที่เสื่อมคุณภาพ มีรอยผุต่อข้างใต้ หรือวัสดุเดิมเป็นโลหะอมัลกัม)
- จากการบริโภคฟลูออไรด์มากเกินไปตอนเป็นเด็ก (ตอนเด็กๆ ใครชอบกลืนยาสีฟัน ยกมือขึ้น !!) กรณีนี้จะทำให้ฟันด่างเป็นจุดขาวๆ ครับ
3. จากการถูกกระทบกระเทือนรุนแรง
ทำให้มีเลือดออกในโพรงประสาทฟัน ฟันตาย
การจะทำให้ฟันขาวขึ้น เราคงต้องดูจากสาเหตุก่อนครับ ถ้ามาจากการรับสีมาจากภายนอก เพียงแค่ทำความสะอาด ขูดหินปูน ขัดฟันให้เรียบร้อย หรือถ้าเกิดจากฟันผุ วัสดุเดิมสีเพี้ยนไป การอุดฟันหรือรื้อวัสดุเก่าออกแล้วอุดใหม่ ก็สามารถแก้ปัญหาได้ครับ ไม่จำเป็นต้องฟอกสีฟัน
แต่หากเราทำความสะอาดก็แล้ว รื้ออุดก็แล้ว ฟันก็ยังไม่ขาวเท่าไหร่ ทีนี้ก็ต้องพึ่งการฟอกสีล่ะครับ
การฟอกสีฟัน เป็นการใช้สารเคมีจำพวก Oxidizing agents เช่น hydrogen peroxide หรือ carbamide peroxide โดยสารเหล่านี้จะซึมเข้าที่ชั้นเคลือบฟันและเนื้อฟัน ไปทำปฏิกริยากับเม็ดสี ทำให้สีฟันจางลง
การฟอกสีฟัน ณ ปัจจุบัน มีอยู่ 3 วิธีครับ
1. ฟอกที่คลินิก (Clinical Bleaching)
เป็นการใช้น้ำยาฟอกสีฟันความเข้มข้นสูง (25-38% hydrogen peroxide) ทาลงบนผิวฟันและมีการฉายแสงเพื่อเร่งปฏิกริยา การฟอกแบบนี้จะต้องใช้ความชำนาญจากทันตแพทย์เนื่องจากน้ำยาอาจทำอันตรายกับเนื้อเยื่อรอบๆได้ ต้องมีการป้องกันด้วยวัสดุเฉพาะก่อนทุกครั้ง
โดยทั่วไป การฟอกที่คลินิกจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชม. แล้วแต่สีฟันของคนไข้
ข้อดีของการฟอกที่คลินิก
- เห็นผลเร็วกว่า เห็นผลภายในวันเดียว
ข้อเสียของการฟอกที่คลินิก
- ต้องใช้เวลาอยู่ที่คลินิกจนเสร็จสิ้นกระบวนการค่อนข้างนาน หากรวมการทำความสะอาดผิวฟันก่อนการฟอกด้วย อาจต้องใช้เวลาร่วมๆ 2 ชม.
- ความคงทนของความขาวน้อยกว่า
- ราคาค่อนข้างสูง
2. ฟอกที่บ้าน (Home Bleaching)
จะเป็นการใช้น้ำยาที่มีความเข้มข้นน้อยกว่า (10-44% carbamide peroxide ซึ่งเท่ากับ 3-10% hydrogen peroxide) ใส่ลงในถาดฟอกสี (ลักษณะคล้ายๆฟันยาง) แล้วใส่ไว้ที่ฟันของคนไข้ โดยระยะเวลาและความถี่ของการใส่ขึ้นอยู่กับสีฟันเดิม ทั่วไปควรให้น้ำยาสัมผัสผิวฟันอย่างน้อย 1-3 ชม.ต่อการทำ 1 ครั้ง
สำหรับขั้นตอนการทำ คนไข้ต้องมาพบทันตแพทย์ 2 ครั้งครับ ครั้งแรกมาเพื่อทำการตรวจฟันและพิมพ์ปากเพื่อทำถาดฟอกสีเฉพาะบุคคล ครั้งที่ 2 มารับถาดพิมพ์พร้อมน้ำยาฟอกสีและฟังขั้นตอนในการฟอกที่บ้านจากทันตแพทย์
ข้อดีของการฟอกที่บ้าน
- ใช้เวลาอยู่ในคลินิกไม่นาน ประมาณครั้งละ 10 นาที
- ความคงทนของความขาวมากกว่า
- ราคาในการทำครั้งแรกจะใกล้เคียงกับการฟอกที่คลินิก แต่ส่วนของถาดฟอกสามารถเก็บไว้ใช้ได้ หากคนไข้ต้องการฟอกซ้ำสามารถซื้อเฉพาะน้ำยาไปเพิ่มได้ ทำให้ครั้งต่อๆไปจะถูกลงมาก
ข้อเสียของการฟอกที่บ้าน
- เห็นผลช้า หากทำทุกวันจะเห็นผลใน 10-15 วัน
- ต้องมาที่คลินิกมากกว่า 1 ครั้ง (ครั้งแรกมาเพื่อพิมพ์ปาก ทำถาดฟอกเฉพาะบุคคล ครั้งที่ 2 มาเพื่อรับถาดพิมพ์และน้ำยา)
สำหรับวิธีฟอกที่บ้านนี้ น้ำยาจะคล้ายๆ กับชุดฟอกสีฟันที่ขายอยู่ตามร้านยาใหญ่ๆ ครับ แต่ถาดฟอกที่แถมมาให้ในชุดที่ขายตามร้านขายยาจะไม่พอดีกับฟันของคนไข้เนื่องจากเป็นของสำเร็จรูป ซึ่งอาจเกิดผลเสียได้เพราะน้ำยาจะรั่วซึมไปถูกเหงือก ทำให้เป็นแผลได้ ขณะเดียวกัน ถาดที่ไม่พอดีก็ทำให้น้ำยาไม่สัมผัสผิวฟัน การฟอกก็จะไม่เห็นผลดีเท่าที่ควร
จากข้อดี-ข้อเสียของทั้ง 2 วิธี ถ้าเราต้องการให้ขาวเร็ว และอยากให้ขาวทนด้วย ก็ควรทำทั้ง 2 อย่างร่วมกันครับ
3. การฟอกจากด้านในฟัน (Internal Bleaching)
การฟอกแบบนี้จะสามารถทำได้ในกรณีที่ฟันที่มีสีเข้มขึ้นจากประวัติกระทบกระแทกอย่างรุนแรงทำให้ฟันตาย โดยทันตแพทย์จะต้องทำการรักษารากฟันก่อนแล้วจึงทำการฟอกเฉพาะซี่ รายละเอียดจะขอข้ามไปก่อน จะพูดถึงอีกทีตอนเราว่ากันเรื่องการรักษารากนะครับ
เรื่องที่ควรทราบก่อนการฟอกสีฟัน
1. ก่อนการฟอกสีฟัน เราควรให้ทันตแพทย์ตรวจฟัน และทำความสะอาดผิวฟันก่อน เพื่อให้น้ำยาสามารถสัมผัสกับผิวฟันได้ดีขึ้น
2. หากพบฟันผุลึก ควรทำการอุดชั่วคราวหรือถาวรให้เรียบร้อย เพราะหากน้ำยาฟอกสีซึมเข้าไปบริเวณฟันผุ อาจทำให้เกิดอาการปวดได้
3. เนื่องจากน้ำยาจะทำปฏิกริยากับเนื้อฟันและวัสดุอุดฟันไม่เท่ากัน ทำให้ฟันขาวขึ้น แต่วัสดุไม่ขาวตาม ทำให้อาจต้องรื้อวัสดุอุดใหม่ในบริเวณที่เห็นได้ชัด
4. ขณะฟอกหรือภายหลังจากการฟอกสีฟัน อาจมีอาการเสียวฟันได้บ้าง แต่อาการจะหายไปเองหลังจากหยุดฟอกประมาณ 3-5 วัน
5. ผลของการฟอก ขึ้นอยู่กับสีเดิมของฟัน โดยสีที่เห็นผลมาก ไป น้อย ดังนี้ "เหลือง เทาอ่อน น้ำตาลอ่อน เหลืองเข้ม น้ำตาลเข้ม เทาดำ"
6. ในฟันที่สีเข้มมากๆ อาจให้ผลในการฟอกสีไม่ดีนัก ควรพิจารณาการรักษาอื่นๆเช่น การอุดปิดหน้าฟัน หรือการทำ veneer จะให้ผลที่ดีและถาวรกว่า (จะพูดถึงในครั้งต่อๆไปครับ)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฟอกสีฟันและโปรโมชั่น สามารถสอบถามได้ที่คลินิกครับ
ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย
วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553
การเบิกค่าทำฟันจากประกันสังคม
"ทำฟัน เบิกประกันสังคมได้ไม๊ครับ/คะ ?"
** เพิ่มเติมข้อมูล วันที่ 07-11-2557 **
ทางสำนักงานประกันสังคมได้เพิ่มสิทธิ์การเบิกทางทันตกรรมของผู้ประกันตน ในเรื่องของการทำฟันปลอม จึงขออนุญาตแก้ไขข้อมูลในบทความให้อัพเดทครับ
คำถามยอดฮิต ที่ยิ่งใกล้สิ้นปีจะยิ่งได้ยินบ่อยมากครับ ผู้ที่เป็นผู้ประกันตนหลายท่านอาจจะยังไม่เข้าใจ ไม่เคยใช้สิทธิ์ อาจจะยังไม่ทราบว่าถ้าเราต้องการเบิกค่ารักษาจากการทำฟันนั้น
- ไปทำที่ไหนได้บ้าง ?
- เบิกค่าอะไรได้บ้าง ?
- เบิกได้ปีละเท่าไหร่ ?
- เรา (ตัวคนไข้เอง) จะต้องเตรียมเอกสารอะไรไปด้วยหรือเปล่า ?
ตามตัวอักษรจากหน้าเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม พูดถึงเรื่องทันตกรรมไว้ตามนี้ครับ
"หลักเกณฑ์และเงื่อนไข
(ก) 1-5 ซี่ เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในวงเงินไม่เกิน 1,300 บาท
(ข) มากกว่า 5 ซึ่ เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในวงเงินไม่เกิน 1,500 บาท
(ก) ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากบนหรือล่าง เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในวงเงินไม่เกิน 2,400 บาท
(ข) ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากบนและล่าง เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในวงเงินไม่เกิน 4,400 บาท"
- การถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และผ่าตัดฟันคุด
- กรณีใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้บางส่วน
(ก) 1-5 ซี่ เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในวงเงินไม่เกิน 1,300 บาท
(ข) มากกว่า 5 ซึ่ เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในวงเงินไม่เกิน 1,500 บาท
- กรณีใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปาก
(ก) ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากบนหรือล่าง เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในวงเงินไม่เกิน 2,400 บาท
(ข) ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากบนและล่าง เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในวงเงินไม่เกิน 4,400 บาท"
งงไม๊ครับ ?
อ่านดูเหมือนจะง่าย แต่จริงๆแล้วมันก็มีรายละเอียดที่คู่มือไม่ได้พูดถึงอยู่บ้างเหมือนกัน หมอจะแยกอธิบายเป็น 3 กรณีครับ
กรณีที่ 1 : การถอนฟัน-ผ่าฟันคุด และอุดฟัน
การรักษาใน 2 เรื่องนี้ ถ้าคนไข้มาถอนฟันหรืออุดฟัน 2 ซี่ในวันเดียวกัน หมอสามารถเขียนใบรับรองแพทย์และใบเสร็จให้ได้เป็น 2 ชุด โดยแยกซี่ละ 1 ชุด คนไข้สามารถใช้สิทธิเบิกได้ทั้ง 2 ชุดพร้อมๆกันเลย เพราะมันเป็นการรักษาฟัน"คนละซี่กัน"
กรณีที่ 2 : การขูดหินปูน
กรณีขูดหินปูนนั้น หมอสามารถเขียนใบรับรองแพทย์และใบเสร็จให้ได้ 1 ชุดต่อครั้งเท่านั้น ไม่สามารถแยกเป็น 2 ชุดได้ สาเหตุเกิดจาก สำนักงานประกันสังคมจะถือว่าเป็นการรักษา"ณ ตำแหน่งเดียวกัน" กรณีนี้จะแยกเป็น 2 ชุดได้ก็ต่อเมื่อวันที่ที่ทำการรักษาห่างกันอย่างน้อย 6 เดือนเท่านั้น นั่นหมายความว่า ถึงคุณหมอจะแยกเป็น 2 ชุดให้ แต่ตราบใดที่วันที่เป็นวันเดียวกันหรือห่างกันไม่ถึง 6 เดือน คนไข้ก็เบิกได้แค่ชุดเดียวอยู่ดีครับ
ในกรณีที่ 1 และ 2 คนไข้สามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น อุดฟันอย่างเดียว2 ซี่ หรือถอนฟันอย่างเดียว 2 ซี่ หรือ อุด 1 ถอน 1 หรือขูดหินปูนกับอุดฟัน จะวันเดียวกันหรือคนละวัน ก็สามารถเบิกได้ทั้ง 2 ชุดครับ
**** เอกสารที่ต้องใช้ในการเบิกกรณีที่ 1 และ 2 ****
1. ใบเสร็จรับเงินที่ระบุชนิดการรักษา ซี่ฟันและตำแหน่งที่ทำการรักษา (กรณีถอน-ผ่าฟันคุด ระบุซี่ฟันอย่างเดียว) พร้อมลายเซ็นของผู้รับเงิน
2. แบบฟอร์ม สปส.2-16 (ปกติที่คลินิกจะมีไว้ให้) โดยส่วนบนของแบบฟอร์ม คนไข้ต้องนำไปกรอกเอง ส่วนล่าง (ใบรับรองแพทย์) คุณหมอผู้รักษาจะกรอกรายละเอียดเกี่ยวกับการรักษาของวันนั้นๆให้ พร้อมเซ็นชื่อ
กรณีที่ 3 : ฟันปลอมชนิดถอดได้
กรณีการใส่ฟันปลอมจะสามารถเบิกได้ 5 ปีต่อครั้ง ส่วนของจำนวนซี่ที่ใส่ (หรือเป็นฟันปลอมทั้งปาก) ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนและความกว้างของช่องว่างที่คนไข้ได้เคยถอนฟันไปครับ
**** เอกสารที่ต้องใช้ในการเบิกกรณีที่ 3 ****
1. ใบเสร็จรับเงิน โดยระบุรายละเอียดเหมือนกรณีที่ 1 และ 2 เพียงแต่ส่วนใหญ่แล้วการทำฟันปลอมมักใช้เวลาหลายครั้งและคนไข้มักชำระแบบผ่อนจ่าย ใบเสร็จอาจออกแยกเป็นครั้งๆแล้วแนบไปพร้อมกันหรือออกเป็นใบเดียวเมื่อชำระครบก็ได้
2. แบบฟอร์ม สปส.2-16 โดยระบุรายละเอียดเหมือนกรณีที่ 1 และ 2
3. สำเนาขั้นตอนการรักษา ซึ่งต้องมีรายละเอียดชื่อคลินิกที่ทำการรักษา ชื่อคนไข้พร้อมเลขเวชระเบียนของคลินิก และขั้นตอนการรักษาเฉพาะของฟันปลอมที่จะทำการเบิกตั้งแต่ครั้งแรกถึงครั้งสุดท้ายที่ทำการใส่ฟันให้คนไข้ (มีระบุวันที่ชัดเจน) โดยสำเนานี้คุณหมอผู้ทำการรักษาหรือคุณหมอเจ้าของร้านคนใดคนหนึ่งจะต้องเซ็นรับรองสำเนาถูกต้องด้วย
สรุปข้อควรทราบ !!
การเบิกกรณีที่ 1 และ 2 นั้น คนไข้สามารถทำได้ทุกปี ปีละ 600 บาท ส่วนกรณีที่ 3 ทำได้ 5 ปีต่อครั้ง โดยคิดแยกกัน ยกตัวอย่างเช่น ถึงปีนี้จะเบิกส่วนของอุดฟันไปแล้ว 600 บาท ก็ยังสามารถเบิกส่วนของฟันปลอมได้อีกตามประเภทของฟันปลอมที่ทำ ส่วนปีหน้า จะเบิกได้ใหม่อีก 600 บาท แต่ฟันปลอมต้องรอไปอีก 5 ปีถึงจะเบิกได้อีกครับ
หากคนไข้มีข้อสงสัยอื่นๆ ก็สามารถเข้ามาสอบถามหรือโทรเข้ามาคุยกับคุณหมอหรือเจ้าหน้าที่ของคลินิกได้โดยตรงครับ
ทพ.ศิลา จิรวัฒโนทัย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

